โปรแกรมตรวจคัดกรองภาวะถุงน้ำรังไข่ (PCOS)

โปรแกรมตรวจคัดกรองภาวะถุงน้ำรังไข่ (PCOS)

โปรแกรมตรวจคัดกรองภาวะถุงน้ำรังไข่ (PCOS)

BASIC : 2,490.-

GOLD : 3,690.-


ไม่ใช่แค่เรื่องของ "ถุงน้ำ" แต่มันคือความผิดปกติของระบบฮอร์โมนที่ส่งผลกระทบต่อผู้หญิงในวัยเจริญพันธุ์ทั่วโลก และเป็นสาเหตุต้นๆ ที่ทำให้มีบุตรยาก

โปรแกรมตรวจภาวะถุงน้ำรังไข่ (PCOS)

ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบหรือ Polycystic ovary syndrome (PCOS) เป็น ความผิดปกติของระบบฮอร์โมน ที่ทำให้ร่างกายมีฮอร์โมนเพศชายมากเกินไป จนไปขัดขวางการตกไข่ ทำให้ไข่กลายเป็น "ถุงน้ำเล็กๆ" ค้างอยู่ในรังไข่จำนวนมาก ซึ่งเป็นสาเหตุต้นๆ ที่ทำให้มีบุตรยาก

สัญญาณเตือนที่พบบ่อย

  • ประจำเดือนรวน: มาไม่ปกติ มาห่าง หรือขาดหายไปนาน
  • อาการฮอร์โมนชายสูง: หน้ามัน สิวขึ้นเยอะ ขนดก (โดยเฉพาะหนวดและหน้าท้อง) หรือผมบางลง พบปัญหาในการมีบุตรยาก
  • รูปร่างเปลี่ยน: น้ำหนักตัวเพิ่มง่าย อ้วนลงพุง แม้จะพยายามคุมอาหาร
  • ลักษณะทางกายเปลี่ยน: ผมบางและผมร่วง ผิวมันหรือเป็นสิว ภาวะขนดกผิดปกติ (hirsutism) มักพบที่ใบหน้า หน้าอก หลัง หรือสะโพก

"อย่าปล่อยให้ความผิดปกติของฮอร์โมนทำลายสุขภาพระยะยาว! การตรวจพบภาวะ PCOS ตั้งแต่เนิ่นๆ ช่วยลดความเสี่ยงโรคเบาหวานและภาวะมีบุตรยากได้อย่างมีนัยสำคัญ ขอแนะนำ โปรแกรมตรวจภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ ที่รวบรวมการตรวจเลือดและอัลตราซาวด์ไว้ครบจบในที่เดียว เพื่อการวางแผนดูแลสุขภาพเชิงรุกสำหรับผู้หญิงยุคใหม่เช่นคุณ"

โปรแกรมตรวจภาวะถุงน้ำรังไข่ (PCOS)

รายละเอียดรายการตรวจ
รายการตรวจ โปรแกรม
BASIC
โปรแกรม
GOLD
ตรวจร่างกายโดยแพทย์ สูตินรี Physical Examination by Gynecologist
วัดความดันโลหิต ชีพจร Blood Pressure, Vital signs
ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง Weight & Hight
ตรวจหาค่าดัชนีมวลกาย BMI
ตรวจอัลตราซาวด์ วินิจฉัยโรคทางนรีเวช Ultrasound TVS/TAS
ตรวจระดับฮอร์โมนโปรแลคติน Prolactin
ตรวจระดับฮอร์โมนการทำงานของรังไข่ FSH
ตรวจความผิดปกติของต่อมไทรอยด์ TSH
ราคาปกติ 2,988.- 4,515.-
ราคาแพ็กเกจ 2,490.- 3,690.-
วันนี้ - 31 ธันวาคม 2569

เงื่อนไขการเข้ารับบริการ

  • ราคาดังกล่าวรวมค่าแพทย์ และค่าบริการโรงพยาบาลแล้ว
  • ราคาดังกล่าวไม่รวมค่าใช้จ่ายกรณีตรวจพบความผิดปกติที่จำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัย และรักษาเพิ่มเติม
  • โปรแกรมดังกล่าวเป็นโปรแกรมเหมาจ่าย ไม่สามารถใช้ร่วมกับโปรแกรมส่วนลดอื่น ๆ ได้
  • สำหรับโปรแกรมตรวจคัดกรองภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (Gold) รอผลการตรวจ 1 สัปดาห์

โปรแกรมและแพ็คเกจ

ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบหรือ Polycystic ovary syndrome (PCOS)

ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบหรือ Polycystic ovary syndrome (PCOS)

ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบหรือ Polycystic Ovary Syndrome (PCOS) เป็นความผิดปกติของระบบต่อมไร้ท่อที่พบบ่อยในทางนรีเวช โดยพบภาวะนี้ในสตรีวัยเจริญพันธุ์ร้อยละ 5-10 ซึ่งภาวะนี้เป็นกลุ่มอาการที่ประกอบด้วยภาวะที่มีฮอร์โมนแอนโดรเจนสูงร่วมกับภาวะไม่ตกไข่เรื้อรัง ภาวะแอนโดรเจนสูงทำให้เกิดภาวะขนดก ผิวหน้ามัน มีสิวมาก บางรายอาจพบมีภาวะผมบางจากแอนโดรเจน (Androgen-dependent alopecia) ภาวะไข่ไม่ตกเรื้องรังจะทำให้ระยะระหว่างรอบระดูห่างมากขึ้น บางรายมีภาวะขาดระดูตามมา ร่วมกับมีการตรวจพบถุงน้ำขนาดเล็กจำนวนมากที่รังไข่ (Polycystic ovary)

สาเหตุ

การเกิดภาวะ PCOS ในปัจจุบันยังไม่ทราบชัดเจนแน่ชัด อาจจะเกิดจากความผิดปกติหลายระบบที่เกี่ยวเนื่องกันจำแนกออกเป็น

  • ความผิดปกติของต่อมใต้สมองส่วนหน้า (Abnormal pituitary function)
  • ความผิดปกติของการสร้างสเตียรอยด์ (Abnormal steroidogenesis)
  • ภาวะดื้อต่ออินซูลินและอินซูลินในเลือดสูง (Insulin resistance/hyperinsulinemia)

อาการแสดงที่บ่งบอกว่ามีภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ PCOS

การเกิดภาวะ PCOS ในปัจจุบันยังไม่ทราบชัดเจนแน่ชัด อาจจะเกิดจากความผิดปกติหลายระบบที่เกี่ยวเนื่องกันจำแนกออกเป็น

  • ประจำเดือนมาไม่ปกติหรือไม่มาเลย
  • มีปัญหาในการมีบุตรยาก (เนื่องจากการตกไข่ไม่สม่ำเสมอหรือไม่ตกไข่)
  • ภาวะขนดกผิดปกติ (hirsutism) มักพบที่ใบหน้า หน้าอก หลัง หรือสะโพก
  • น้ำหนักเพิ่มขึ้น
  • ผมบางและผมร่วง ที่ศีรษะ
  • ผิวมันหรือเป็นสิว

บทความ

4 วิธีป้องกันและรักษาเส้นเลือดขอด

4 วิธีป้องกันและรักษาเส้นเลือดขอด

เส้นเลือดขอด (Varicose Veins) คือ ภาวะที่หลอดเลือดดำใต้ผิวหนังที่มีการเสื่อมสภาพ จนโป่งพอง ยืดขยายตัวจนเห็นได้ชัดเจน นับว่าเป็นอาการแสดงหนึ่งของ ภาวะหลอดเลือดดำบกพร่องเรื้อรัง (Chronic Venous Insufficiency) หรือ ภาวะเสื่อมถอยของระบบหลอดเลือดดำ ที่เกิดจากการใช้งานหนักสะสมมานานเนื่องจาก “มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ยืนตั้งฉากกับพื้นโลก ในขณะที่เลือดซึ่งเป็นของเหลวจะไหลลงสู่ที่ต่ำตามแรงโน้มถ่วงของโลก” ตอนที่เลือดลงมาเลี้ยงขานั้น จึงทำได้ง่ายกว่าเนื่องขาอยู่ต่ำ และมีหัวใจบีบอัดเลือดลงมาเลี้ยงขา แต่การที่เลือดจะเดินทางกลับไปคืนหัวใจนั้นทำได้ยากกว่ามาก

คำอธิบายภาพ
การเปรียบเทียบระยะห่างระหว่างหัวใจและขาของมนุษย์กับสัตว์อื่นๆ

ปกติเลือดเมื่อลงมาเลี้ยงที่ขาแล้วจะต้องกลับไปที่หัวใจ กล้ามเนื้อของขาและเท้าจะทำหน้าที่เป็นหัวใจดวงที่สองของมนุษย์ ทำหน้าทีบีบเลือดขึ้นไปด้านบน และเพื่อให้เลือดสามารถวิ่งขึ้นทางเดียว ธรรมชาติจึงสร้างหลอดเลือดดำให้มีลิ้น ซึ่งทำหน้าที่เปิดให้เลือดวิ่งขึ้น และปิดเมื่อไม่ให้เลือดไหลย้อนกลับมา จึงอาจกล่าวได้ว่า หลอดเลือดดำนั้นจะถูกใช้งานเมื่อข้อเท้าอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าหัวใจ (อยู่ที่ระดับราวนมเรานี่เอง) นั่นหมายความว่า ถูกใช้งาน ตั้งแต่เช้าที่เราลุกขึ้นจากที่นอน จนถึงเมื่อเราล้มตัวลงนอนจึงจะได้พัก เมื่อลิ้นของหลอดเลือดดำเสื่อมลง หรือผิดรูป ก็จะเกิดภาวะลิ้นรั่ว ทำให้เลือดไหลย้อนมากคั่งอยู่ในขามาก จนแรงดันทำให้หลอดเลือดดำยืดโป่งพองออกเป็นเส้นเลือดขอด เกิดภาวะขาบวม หรือมีผิวหนังอักเสบเรื้อรังตามความรุนแรงของความเสื่อม จนในที่สุดก็จะกลายเป็นแผลเรื้อรังที่ข้อเท้า ซึ่งมีน้ำเหลืองแฉะออกมาตลอดเวลา ทำให้ต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูงในการดูแลแผลระยะยาว ซึ่งระยะนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นภาวะหลอดเลือดดำบกพร่องเรื้อรังระยะท้ายก็เป็นได้

ความเสื่อมของหลอดเลือดดำ จะเกิดมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับ กรรมพันธุ์ของผู้ป่วย และความหนักของการใช้งาน เช่น อาชีพที่ยืนนาน มีการตั้งครรภ์ มีภาวะน้ำหนักเกิน มีลิ้นหัวใจรั่ว หรือมีการบาดเจ็บของขา เช่น กระดูกหัก ผ่าตัดเข่า ซึ่งนอกจากจะทำให้ลิ้นหลอดเลือดดำเสื่อมรั่วแล้ว บางครั้งอาจเกิดลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำด้วยทำให้อาการรุนแรงมากขึ้น

คำอธิบายภาพ
ความเสื่อมจากการใช้งานก่อนเกิดการรั่วของลิ้นในหลอดเลือดดำ

ภาวะหลอดเลือดดำบกพร่องเรื้อรัง เป็นโรคแห่งความเสื่อมที่ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้เนื่องจากด้วยเทคโนโลยีในยุคปัจจุบันยังไม่สามารถเปลี่ยนหลอดเลือดดำที่ขาได้ทั้งหมด ดังนั้น เป้าหมายในการรักษาจึงเป็นการรักษาเพื่อป้องกันไม่ให้ความเสื่อมรุนแรงกลายเป็นระยะสุดท้ายที่มีแผลเรื้อรัง

การรักษาเพื่อป้องกันไม่ให้ความเสื่อมรุนแรงกลายเป็นระยะสุดท้ายที่มีแผลเรื้อรัง

ซึ่งทำได้ 4 วิธีหลักๆ คือ

  1. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อลดการใช้งานหลอดเลือดดำ ทำได้โดยการหลีกเลี่ยงการนั่งห้อยขา หรือยืนนิ่งๆนานๆ ออกเดินหรือออกกำลังกายกล้ามเนื้อที่ขาให้มากขึ้น ยกขาสูงระหว่างวัน และควบคุมน้ำหนัก
  2. ใช้อุปกรณ์บีบรัดขา หรือ ถุงน่องทางการแพทย์ ซึ่งเป็นถุงน่องที่รัดไล่ระดับความแน่นจากข้อเท้าขึ้นมา เพื่อช่วยให้การไหลเวียนของหลอดเลือดดำดีขึ้น เมื่อมีการบีบตัวของกล้ามเนื้อขา ป้องกันไม่ให้เลือดไหลย้อนมาที่ผิวหนัง จึงช่วยชะลอไม่ให้เส้นเลือดขอด หรือผิวหนังอักเสบรุนแรงมากขึ้น
  3. การใช้ยา เพื่อกระตุ้นการทำงานของหลอดเลือดดำให้มีการหดตัวดีขึ้น กระตุ้นการทำงานของลิ้นหลอดเลือดดำ ลดอาการอักเสบ ทำให้อาการปวด บวม เมื่อยขาลดลง แต่จำเป็นต้องใช้ยาต่อเนื่องเพื่อบรรเทาอาการ
  4. การผ่าตัด เพื่อกำจัดหลอดเลือดดำที่มีลิ้นรั่วบริเวณผิวหนังทิ้งไป เพื่อลดภาระงานหนักของหลอดเลือดดำอื่นๆ ทั้งนี้จำเป็นต้องทำการตรวจ ultrasound เพื่อระบุตำแหน่งหลอดเลือดดำที่ลิ้นรั่ว ว่าเป็นตำแหน่งที่สามารถผ่าตัดปิดไปได้หรือไม่

คำอธิบายภาพ
การรักษาและป้องกันการเกิดเส้นเลือดขอด
ผศ.นพ.เชาวนันท์ พรวรากรณ์
ศัลยกรรมหลอดเลือด Vascular Surgery 

บทความ

ภาวะพร่อง ฮอร์โมนเพศชาย

ภาวะพร่องฮอร์โมนเพศช […]

ทพญ.ปวิญญา มานุจำ

ทพญ.ปวิญญา มานุจำ
ทันตแพทย์ อุดและบูรณะ

ทพญ.ปวิญญา มานุจำ

PAWINYA MANUJUM, M.D.
Specialty
  • ทันตกรรมหัตถการ (Operative Dentistry)
  • อุดฟัน ครอบฟัน (Filling, Crown)

Language Spoken
  • อังกฤษ, ไทย

ปริญญาบัตรและสถาบันการศึกษา
  • ทันตแพทยศาสตร์บัณฑิต คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
  • ประกาศนียบัตรบัณฑิตชั้นสูง ทางวิทยาศาสตร์การแพทย์คลินิก สาขาวิชาทันตกรรมหัตถการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ตารางออกตรวจ
วัน เวลา
TUE 15:00 - 19:00

5 การบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาที่พบบ่อย และสัญญาณที่บ่งบอกว่าอาจเป็นภาวะรุนแรง

5 การบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาที่พบบ่อย และสัญญาณที่บ่งบอกว่าอาจเป็นภาวะรุนแรง

การบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาเป็นสิ่งที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในผู้ที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอหรือเล่นกีฬาที่มีความเข้มข้นสูง ส่วนใหญ่แล้วอาการมักอยู่ในกลุ่มกล้ามเนื้ออักเสบ เอ็นอักเสบ หรือการใช้งานมากเกินไป (overuse injuries) ซึ่งมักทำให้ปวดตึง บวมเล็กน้อย และสามารถดีขึ้นได้ด้วยการพัก ประคบเย็น การปรับรูปแบบการฝึกและการกายภาพบำบัด อย่างไรก็ตาม หากอาการบาดเจ็บมีความรุนแรงมากขึ้น อาจบ่งบอกถึงการบาดเจ็บที่สำคัญกว่าการอักเสบทั่วไป ในกรณีเหล่านี้ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ และจำเป็นต้องได้รับการประเมินโดยแพทย์ ต่อไปนี้คือ 5 ตัวอย่างการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาที่พบได้บ่อยและควรเฝ้าระวัง ซึ่งหากสงสัยว่ามีอาการบาดเจ็บรุนแรง ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก

1. ข้อเท้าแพลง (Ankle sprain)

เป็นการบาดเจ็บที่พบบ่อยที่สุดในการเล่นกีฬา ส่วนใหญ่มักเป็นระดับไม่รุนแรง (เอ็นยืดหรือฉีกเล็กน้อย) และดีขึ้นได้ภายใน 1–2 สัปดาห์ด้วยการพัก ประคบเย็น และกายภาพบำบัดเบื้องต้น สัญญาณที่บ่งบอกว่าอาจมีอาการบาดเจ็บรุนแรง ได้แก่

  • บวมเร็วมากภายในไม่กี่ชั่วโมง โดยเฉพาะร่วมกับรอยช้ำบริเวณข้อเท้าหรือตาตุ่ม อาจบ่งบอกถึงเอ็นฉีกขาดระดับรุนแรง หรือมีเลือดออกในข้อ
  • ไม่สามารถเดินลงน้ำหนักได้แม้เพียงประมาณ 3-4 ก้าวหลังเกิดอุบัติเหตุ มีอาการกดเจ็บเฉพาะจุดบริเวณรอบกระดูกตาตุ่มด้านในหรือด้านนอก หน้าแข้งส่วนล่าง หรือโคนกระดูกฝ่าเท้า อาจต้องตรวจเอกซเรย์เพื่อวินิจฉัยเพิ่มเติม
  • รู้สึกข้อ “หลวม” หรือพลิกซ้ำง่าย อาจเป็นสัญญาณของเอ็นข้อเท้าฉีกขาดทั้งหมด ทำให้ข้อไม่มั่นคง และเสี่ยงต่อการบาดเจ็บเรื้อรัง

2. การบาดเจ็บเอ็นไขว้หน้าข้อเข่า (Anterior cruciate ligament, ACL injury)

มักเกิดจากการหยุดกะทันหัน เปลี่ยนทิศทางเร็ว หรือกระโดดแล้วลงผิดท่า โดยไม่จำเป็นต้องมีการปะทะ ผู้ป่วยจำนวนมากจะเล่าว่าได้ยินเสียง “ป๊อบ” ในเข่าทันทีที่เกิดเหตุ โดยสามารถสังเกตอาการเบื้องต้นด้วยตัวเองได้ดังนี้

  • เล่นกีฬาต่อไม่ได้ทันที ต้องหยุดเล่นเพราะเจ็บมากผิดปกติ
  • เข่าบวมเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมง มักเกิดจากเลือดออกในข้อเข่า ซึ่งพบได้บ่อยในกลุ่มเอ็นไขว้หน้าฉีกขาด
  • มีอาการเข่าอ่อน เข่าทรุด (giving way) รู้สึกไม่มั่นคงขณะเดิน หมุนตัวเปลี่ยนทิศทาง หรือขึ้นลงบันได

    3. หมอนรองกระดูกข้อเข่าฉีกขาด (Meniscus injury)

    หมอนรองกระดูกเข่า (meniscus) ทำหน้าที่รองรับแรงกระแทกและช่วยกระจายน้ำหนักในข้อเข่า การบาดเจ็บมักเกิดจากการบิดหมุนของเข่าขณะลงน้ำหนัก เช่น การหมุนตัว การกระโดดลงน้ำหนักผิดจังหวะ หรือการถูกปะทะระหว่างเล่นกีฬา โดยอาการที่มักพบได้แก่

    • บวมหลังบาดเจ็บ แม้การบวมอาจไม่เร็วและมากเท่ากลุ่มเอ็นไขว้หน้าฉีกขาด แต่หากบวมร่วมกับปวดมากโดยเฉพาะขณะงอเข่า หรือบวมเป็น ๆ หาย ๆ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติม
    • ปวดเฉพาะจุดด้านในหรือด้านนอกเข่าชัดเจน โดยเฉพาะหากกดเจ็บตามแนวข้อ และปวดมากเวลาหมุนเข่าหรือย่อตัว
    • เข่าล็อก เหยียดหรืองอได้ไม่สุด รู้สึกเข่าติด ขยับไม่ได้เต็มช่วง จนต้องขยับบางมุมแล้วจึงคลาย ซึ่งอาจเป็นการฉีกแบบรุนแรงของหมอนรองกระดูกเข่าแบบรอบวง (bucket-handle tear)

      4. ข้อไหล่หลุด (Shoulder dislocation)

      ข้อไหล่เป็นข้อที่เคลื่อนไหวได้มากที่สุดในร่างกาย จึงมีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บสูง โดยเฉพาะในกีฬาที่มีการปะทะ หรือการถูกกระแทกโดยตรง โดยอาการที่ควรสงสัยภาวะข้อไหล่หลุดหรือควรได้รับการตรวจประเมินเพิ่มเติมมีดังนี้

      • ไหล่ผิดรูปชัดเจน หรือยกแขนไม่ได้ มักมีอาการปวดรุนแรงทันทีหลังล้ม หรือปะทะรุนแรง อาจสังเกตเห็นไหล่ด้านนอกแบนหรือโป่งออกทางด้านหน้าผิดปกติ มักต้องใช้มืออีกข้างประคองแขนไว้ตลอดเวลา ภาวะนี้ควรรีบพบแพทย์เพื่อจัดข้อกลับอย่างถูกต้อง ไม่ควรพยายามดึงเข้าที่เอง เพราะอาจทำให้เสี่ยงต่อกระดูกหักหรือเส้นประสาทบาดเจ็บเพิ่มมากขึ้น
      • ไหล่หลุดซ้ำบ่อย หากเคยมีประวัติไหล่หลุดมาก่อน โดยเฉพาะเกิดครั้งแรกตั้งแต่อายุยังน้อย และเกิดซ้ำได้ง่ายแม้เพียงขยับผิดจังหวะ แสดงถึงภาวะข้อไหล่ไม่มั่นคงเรื้อรัง ควรได้รับการตรวจประเมินเพิ่มเติม เพราะอาจมีเส้นเอ็นหัวไหล่หรือหมอนรองข้อไหล่ฉีกขาดร่วมด้วย หรือมีกระดูกเบ้าไหล่เสียหาย และอาจต้องพิจารณาการรักษาด้วยการผ่าตัดเพิ่มเติม

        5. กระดูกหัก (Fracture)

        กระดูกหักจากการเล่นกีฬาอาจเกิดจากการล้ม การปะทะรุนแรง หรือแรงกระแทกโดยตรง กระดูกหักบางชนิดอาจไม่เคลื่อนมากและรักษาได้ด้วยการใส่เฝือกหรือดาม แต่บางกรณีถือเป็นภาวะรุนแรงที่ต้องประเมินและรักษาเร่งด่วน สัญญาณที่บ่งบอกว่าอาจมีกระดูกหัก ได้แก่

        • ปวดมากผิดปกติ และขยับไม่ได้เลย หรือบวมตึงมาก และปวดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
        • ผิดรูปชัดเจน หรือมีแผลเปิด โดยหากแขนหรือขาผิดรูปชัด หรือมีแผลเห็นกระดูก (กระดูกหักแบบเปิด) ถือเป็นภาวะฉุกเฉิน ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที
        • ปวดเรื้อรังในนักกีฬา แม้ไม่มีอุบัติเหตุชัดเจน อาจเป็นกระดูกล้า (Stress fracture) เช่น ในกลุ่มนักวิ่งระยะไกล (marathon-ultra marathon) หากฝืนเล่นต่ออาจแตกหักมากขึ้นและใช้เวลาฟื้นตัวนาน

        โดยสรุป แม้การบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาส่วนใหญ่จะไม่รุนแรงและสามารถดีขึ้นได้ด้วยการพักและดูแลเบื้องต้น แต่หากมีอาการปวดมากผิดปกติ บวมเร็ว ลงน้ำหนักไม่ได้ หรือรู้สึกข้อไม่มั่นคง ไม่ควรฝืนเล่นต่อหรือปล่อยทิ้งไว้ การประเมินโดยแพทย์ตั้งแต่ระยะแรกจะช่วยวินิจฉัยได้ถูกต้อง ลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน และเพิ่มโอกาสกลับไปเล่นกีฬาได้อย่างปลอดภัยในระยะยาว

        ด้วยความปรารถนาดี
        นพ.กิตติธัช ใจดี
        ศัลยกรรมกระดูกและข้อ - เวชศาสตร์การกีฬา (Sports Medicine)

        บทความ

        “ความสูงลูก…แค่พันธุกรรมจริงหรือ? เปิดปัจจัยลับที่ช่วยให้ลูกโตเต็มศักยภาพ”

        "ความสูงลูก...แค่พันธุกรรมจริงหรือ?
        เปิดปัจจัยลับที่ช่วยให้ลูกโตเต็มศักยภาพ"

        การเจริญเติบโตของลูกไม่ได้ขึ้นอยู่กับพันธุกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยหลายประการที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโต ตั้งแต่ภาวะโภชนาการของคุณแม่ขณะตั้งครรภ์ น้ำหนักแรกคลอด พันธุกรรม ฮอร์โมนต่างๆ ไปจนถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการเลี้ยงดู ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะทำงานประสานกัน เพื่อให้เด็กเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ
        มาเช็กกันว่าในแต่ละช่วงวัย ลูกเรากำลังอยู่ในจุดไหน?

        การเจริญเติบโตของเด็กที่สำคัญ

        แบ่งได้เป็น 3 ระยะหลักตามช่วงอายุ ดังนี้

        1. วัยทารก (แรกเกิด - 2 ปี): ช่วงที่โตไวที่สุด! ปีแรก ปีเดียวอาจสูงขึ้นได้ถึง 25 เซนติเมตร หัวใจหลักคือ "โภชนาการและการเลี้ยงดู"
        2. วัยเด็ก (2 ปี - ก่อนวัยรุ่น): ในช่วงนี้อัตราการเพิ่มความสูงจะค่อยๆ ลดลง และจะเริ่มเข้าสู่ช่วงคงที่ โดยเฉลี่ยจะสูงขึ้นประมาณ 4-6 เซนติเมตรต่อปี นอกจากปัจจัยด้านโภชนการแล้ว ยังมีเรื่องของฮอร์โมน (โดยเฉพาะอย่างยิ่งฮอร์โมนการเจริญเติบโต และฮอร์โมนไทรอยด์) และพฤติกรรมการใช้ชีวิตเข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้น
        3. วัยรุ่น: อัตราเพิ่มความสูงของวัยนี้จะเพิ่มขึ้นอีกครั้งจากอิทธิพลของฮอร์โมนเพศ และการเจริญเติบโตจะดำเนินต่อไปจนกว่า "แผ่นกระดูกปิด"
          • ผู้หญิงจะกระดูกปิดช่วงอายุประมาณ 14-16 ปี หรือ 1-2 ปีหลังมีประจำเดือนครั้งแรก
          • ผู้ชายจะกระดูกปิดช้ากว่า คือช่วงอายุ 16-19 ปี

        โดยเฉลี่ยคือหยุดสูงที่อายุประมาณ 18 ปี หากอายุเกิน 18-20 ปีไปแล้ว กระดูกมีแนวโน้มจะปิดตัวถาวร ทำให้โอกาสสูงเพิ่มยากขึ้น

        การวัดความสูงเพียงครั้งคราวอาจไม่เพียงพอที่จะบอกว่าลูกผิดปกติหรือไม่ เครื่องมือที่ง่ายแต่มีประสิทธิภาพ คือ "กราฟการเจริญเติบโต" ซึ่งเปรียบเสมือนสมุดพกบันทึกการเจริญเติบโตระยะยาว หากความสูงอยู่ต่ำกว่าระดับมาตรฐาน (ต่ำกว่าเส้นเปอร์เซนไทล์ที่ 3 หรือ P3) หรือแนวโน้มของเส้นการเจริญเติบโตเบี่ยงเบนไปจากกราฟ เป็นสัญญาณเตือนว่าควรรับคำปรึกษาจากกุมารแพทย์เพื่อหาสาเหตุเพิ่มเติม

        นอกจากการเฝ้าระวังแล้ว การส่งเสริมการเจริญเติบโตให้สมวัยและเต็มศักยภาพ ยังต้องอาศัยปัจจัยสนับสนุน ดังนี้

        1. โภชนาการที่เหมาะสม เด็กควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ รวมถึงได้แคลเซียมที่เพียงพอ หลีกเลี่ยงอาหาร หวานจัด เค็มจัด และอาหารแปรรูปขั้นสูง (ultra-processed food)
        2. การนอนหลับที่มีคุณภาพ ต้องนอนให้พอและหลับสนิท เพื่อให้ฮอร์โมนทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
        3. การออกกำลังกาย เพื่อเสริมสร้างมวลกระดูก กล้ามเนื้อ และความแข็งแรงของหัวใจและหลอดเลือด
        4. พลังบวกจากครอบครัว สุขภาพจิตที่ดี และการเป็นแบบอย่างที่ดีจากพ่อแม่ จะช่วยส่งผลบวกต่อพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเด็ก

        “การสังเกตและติดตามการเจริญเติบโตของบุตรหลานเป็นสิ่งสำคัญ หากพบสัญญาณผิดปกติควรปรึกษากุมารแพทย์ในเวลาที่เหมาะสม”

        พญ.วิภา วรัญญูวงศ์
        กุมารแพทย์โรคต่อมไร้ท่อและเมทาบอลิสม

        บทความ

        พญ.วิภา วรัญญูวงศ์

        พญ.วิภา วรัญญูวงศ์
        กุมารแพทย์ ต่อมไร้ท่อและเมทาบอลิสม

        พญ.วิภา วรัญญูวงศ์

        WIPA WARUNYUWONG, MD.
        Specialty
        • กุมารเวชศาสตร์ ต่อมไร้ท่อและเมทาบอลิสม (Pediatric Endocrinology)

        Language Spoken
        • อังกฤษ, ไทย

        ปริญญาบัตรและสถาบันการศึกษา
        • ปริญญาบัตร แพทยศาสตรบัณฑิต (พ.บ.) คณะแพทย์ศาสตร์  จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย
        • วุฒิบัตร กุมารเวชศาสตร์ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์  โรงพยาบาลชลบุรี
        • อนุสาขาต่อมไร้ท่อและเมทาบอลิสม กุมารเวชศาสตร์ ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์  โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์
        ตารางออกตรวจ
        วัน เวลา หมายเหตุ
        SUN 10:00 - 16:00 อาทิตย์ที่ 1, 2, 3, 5

        โรคไซนัสอักเสบเฉียบพลัน

        โรคไซนัสอักเสบเฉียบพลัน

        Acute Rhinosinusitis

        ไซนัส คือโพรงอากาศที่อยู่บริเวณรอบใบหน้า มีเยื่อที่สามารถสร้างมูกได้ และมีรูเปิดระบายน้ำมูกเข้าที่ช่องจมูก ซึ่งมีอวัยวะที่อยู่ใกล้เคียงคือ ลูกตา และสมอง

        โรคไซนัสอักเสบเฉียบพลัน เป็นโรคที่พบได้บ่อยในเวชปฏิบัติทั่วไป โดยมักเกิดตามหลังการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน โดยเฉพาะไข้หวัด ซึ่งการเป็นไซนัสอักเสบเฉียบพลันนั้น สามารถเกิดได้จากการติดเชื้อทั้งแบคทีเรียและไวรัส โดยอาการที่พบได้จะประกอบด้วย มีน้ำมูกข้นเหนียวทั้งหน้าจมูกและไหลลงคอ คัดจมูก ปวดตึงบริเวณใบหน้า มีการได้กลิ่นลดลง (หรืออาจพบเป็นอาการไอได้ หากเป็นในเด็ก เนื่องจากมีน้ำมูกไหลลงคอปริมาณมาก)

        เมื่อตรวจร่างกาย โดยเฉพาะการส่องกล้องเพื่อตรวจในโพรงจมูก จะสามารถพบน้ำมูกหรือหนองออกจากบริเวณรูเปิดของโพรงไซนัสต่างๆได้

        โดยการรักษาประกอบไปด้วย ยาปฏิชีวนะ (หากสงสัยว่าเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย) ยาพ่นจมูกสเตียรอยด์ ยาแก้คัดจมูก และน้ำเกลือล้างจมูก และหากมีอาการไซนัสอักเสบเฉียบพลันบ่อยครั้งในรอบปี แพทย์อาจพิจารณาส่องกล้องเพื่อตรวจหาสาเหตุทางกายวิภาคที่อาจทำให้เกิดการติดเชื้อซ้ำ

        หากไม่ได้รับการรักษาในโรคไซนัสอักเสบเฉียบพลัน สามารถทำเกิดผลกระทบที่รุนแรงได้ เช่น มีการติดเชื้อลามไปที่บริเวณลูกตา หรือบริเวณสมองได้ เนื่องจากเป็นอวัยวะที่อยู่ใกล้เคียงกัน เช่น มีโพรงหนองบริเวณลูกตา เยื่อหุ้มสมองอักเสบ มีหนองในสมองได้ ซึ่งสามารถทำให้เกิดอาการ ตาแดง ตาบวม มองเห็นน้อยลง มีไข้สูง แขนขาอ่อนแรงได้

        sinusitis
        Sinusitis

        nasal endoscopy
        Nasal Endoscopy

        พญ.สิริวิมล ณุศรี
        แพทย์หู คอ จมูกและภูมิแพ้

        บทความ

        โรคไซนัสอักเสบเฉียบพลัน

        โรคไซนัสอักเสบเฉียบพ […]

        โรคไซนัสอักเสบเรื้อรัง

        โรคไซนัสอักเสบเรื้อร […]

        นวตกรรม ปากกาลดน้ำหนัก (Weight Loss Pen)

        "ปากกาลดน้ำหนัก" (Weight Loss Pen)

        เริ่มต้น 12,000.-


        "แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ก่อนทำการสั่งซื้อ"
        เนื่องจากปากกามีหลายขนาด และพิจารณาตามความเหมาะสม เพื่อวางแผนการรักษาอย่างปลอดภัย

        "ปากกาลดน้ำหนัก" (Weight Loss Pen)

        นวัตกรรมที่ช่วยจัดการน้ำหนัก

        ปากกาลดน้ำหนักหรือยาฉีดที่กระตุ้นฮอร์โมน GLP-1 (glucagon like peptide 1) และยาร่วมกระตุ้นทั้ง GLP-1/GIP (glucose dependent insulinotropic polypeptide) เป็นการรักษาทางการแพทย์ที่ได้รับการศึกษาว่าสามารถลดน้ำหนักและปรับปรุงปัจจัยเสี่ยงทางเมตาบอลิกได้ เช่น เบาหวาน การใช้ยาควรเป็นส่วนหนึ่งของแผนการรักษาที่ร่วมการปรับพฤติกรรมและเฝ้าติดตามทางการแพทย์

        ปากกาลดน้ำหนักทำงานอย่างไร

        • GLP-1: กระตุ้นการหลั่งอินซูลิน ชะลอการเคลื่อนของกระเพาะอาหาร และลดความอยากอาหาร
        • GIP: ส่งเสริมการตอบสนองของอินซูลินและร่วมเพิ่มประสิทธิผลของการลดน้ำหนักเมื่อผสมกับ GLP-1 Agonist

        ปากกาลดน้ำหนัก ก็คือยาฉีดที่เลียนแบบฮอร์โมน GLP-1 ที่มีอยู่ตามธรรมชาติในร่างกาย ยาจะส่งสัญญาณไปที่สมองเพื่อบอกว่า "อิ่มแล้ว" ทำให้เรารับประทานอาหารน้อยลง กระเพาะอาหารบีบตัวช้าลง และทำให้อิ่มนานขึ้น

        ผู้ที่มีข้อบ่งชี้ในการใช้ยา

        ใช้สำหรับผู้ที่มีภาวะอ้วน หรือน้ำหนักเกินมาตรฐาน ซึ่งการควบคุมอาหารและออกกำลังกายเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ หรือผู้ที่มีโรคแทรกซ้อนจากภาวะอ้วน เช่น เบาหวาน

        คำแนะนำก่อนเริ่มใช้ยา

        ก่อนเริ่มใช้ปากกาลดน้ำหนัก แพทย์จะซักประวัติและตรวจร่างกาย เพื่อประเมินข้อบ่งชี้ ข้อควรระวัง โรคร่วม และความปลอดภัย โดยปกติจะตรวจประมาณ 3-6 รายการ โดยทำการเจาะเลือดครั้งเดียว ได้แก่:

        1. ระดับน้ำตาลในเลือด (FBS, HbA1c) เพื่อประเมินโรคร่วมเบาหวาน
        2. การทำงานของตับและไต
        3. ค่าไขมันในเลือด (Lipid profiles)
        4. ค่าเลือดอื่นๆ เฉพาะโรคที่สงสัยว่าอาจเป็นสาเหตุของโรคอ้วน เช่น thyroid function, cortisol

        วิธีการใช้ยา

        รูปแบบการให้ยา ส่วนมากให้ฉีดสัปดาห์ละครั้ง เช่น semaglutide, tirzepatide บางตัวฉีดรายวัน เช่น liraglutide ผู้ป่วยต้องได้รับคำแนะนำจากแพทย์เรื่องขนาดยาและการเพิ่มขนาดอย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อลดอาการข้างเคียง

        การใช้ปากกาลดน้ำหนักเป็นเพียงส่วนหนึ่งของแผนการรักษา ควรปฏิบัติควบคู่กับการปรับพฤติกรรม (ควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย) และควรได้รับการติดตามทางการแพทย์

        ข้อดีของปากกาลดน้ำหนัก

        • ลดน้ำหนักได้จริง: จากงานวิจัยระบุว่าสามารถช่วยลดน้ำหนักได้ 5-15% (ขึ้นอยู่กับชนิดของยาและการตอบสนองของผู้ใช้)
        • ลดความเสี่ยงโรค: ช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด และลดความเสี่ยงโรคหัวใจในผู้ป่วยบางกลุ่ม
        • ปรับพฤติกรรม: ช่วยให้ผู้ที่ "กินจุบจิบ" หรือ "หยุดกินไม่ได้" สามารถควบคุมตัวเองได้ง่ายขึ้นในช่วงเริ่มต้น

        ข้อควรระวังและผลข้างเคียง

        • ผลข้างเคียงทางเดินอาหาร (คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย ท้องผูก) เป็นสิ่งพบบ่อย มักลดลงเมื่อร่างกายปรับตัว
        • ระวังภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำเมื่อนำไปใช้ร่วมกับ insulin หรือยาลดน้ำตาลกลุ่ม Sulfonylurea ต้องปรับขนาดยาและเฝ้าระวัง
        • ห้ามใช้ในผู้ตั้งครรภ์ หากวางแผนตั้งครรภ์ ควรหยุดยาก่อนตั้งครรภ์ 8 สัปดาห์
        • ประวัติแพ้ ส่วนใหญ่ห้ามใช้ในผู้ที่มีประวัติความผิดปกติของตับอ่อนอย่างรุนแรง (pancreatitis)
        • ผลข้างเคียงอื่น ๆ ปฏิกิริยาที่ตำแหน่งฉีด ผื่น การเปลี่ยนแปลงการรับรสอาหาร ฯลฯ
        เริ่มต้น 12,000.-

        ไม่รวมค่าแพทย์และค่าบริการ

        • ข้อแนะนำเพิ่มเติม ปากกาลดน้ำหนักไม่ใช่ "ยามหัศจรรย์" ที่จะทำให้ผอมตลอดไปหากไม่ปรับพฤติกรรม หากหยุดยาแต่ยังทานเหมือนเดิม น้ำหนักก็มีโอกาสกลับมาเพิ่มขึ้นได้ (Yo-yo effect จากพฤติกรรม)
        "แนะนำปรึกษาแพทย์/แพทย์ต่อมไร้ท่อ เพื่อพิจารณาความเหมาะสม และวางแผนการรักษาอย่างปลอดภัย"

        วันนี้ - 31 ธันวาคม 2569

        โปรแกรมและแพ็คเกจ

        พญ.สิริวิมล ณุศรี

        พญ.สิริวิมล ณุศรี
        แพทย์ หู คอ จมูก

        พญ.สิริวิมล ณุศรี

        SIRIWIMOL NUSRI
        Specialty
        • โรคภูมิแพ้จมูก (Allergic rhinitis)
        • จมูกอักเสบ (Rhinitis)
        • ไซนัสอักเสบเฉียบพลัน-เรื้อรัง (Acute and chronic rhinosinusitis)
        • ริดสีดวงจมูก (Nasal polyp)
        • เนื้องอกในโพรงจมูก (Sinonasal tumor)
        • ผนังกั้นจมูกคด (Deviated nasal septum)
        • ภาวะหิ้งจมูกโตที่ทำให้มีอาการคัดจมูก (Inferior turbinate hypertrophy)
        • การตรวจเพื่อหาสารก่อภูมิแพ้ (Allergy test)
        • การให้วัคซีนภูมิแพ้ (Allergen immunotherapy)
        • ภาวะเลือดกำเดาไหล (Epistaxis)
        • ไข้หวัดและการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน (Upper respiratory tract infection)
        • นอนกรน (Snoring)
        • ภาวะต่อมทอนซิลและต่อมอะดีนอยด์โต ทำให้มีอาการนอนกรนในเด็ก (Adenotonsillar hypertrophy)
        • ทอนซิลอักเสบเรื้อรัง (Chronic tonsillitis)
        • ก้อนที่ต่อมไทรอยด์ (Thyroid nodule)
        • ต่อมน้ำเหลืองโต (Cervical lymphadenopathy)
        • ภาวะน้ำขังในหูชั้นกลางจากท่อปรับความดันในหูทำงานไม่ดี (Otitis media with effusion)/ Procedure : จี้เพื่อลดขนาดหิ้งจมูก (RF turbinate)
        • ผ่าตัดเพื่อลดขนาดหิ้งจมูก (Turbinoplasty)
        • ผ่าตัดไซนัสอักเสบและริดสีดวงจมูก (Endoscopic sinus surgery)
        • ผ่าตัดแก้ผนังกั้นจมูกคด (Septoplasty)
        • ผ่าตัดเนื้องอกในโพรงจมูกและไซนัส (Endoscopic sinonasal tumor removal)
        • ตรวจหาสารก่อภูมิแพ้ (Skin prick test)
        • ให้วัคซีนรักษาโรคภูมิแพ้ (Allergen immunotherapy)
        • จี้ทั้งเคมีหรือจี้ไฟฟ้าเพื่อห้ามเลือดในกรณีเลือดกำเดาไหล (Cauterization for epistaxis)
        • ใส่อุปกรณ์ห้ามเลือดกรณีเลือดกำเดาไหล (Nasal packing for epistaxis)
        • ใช้อุปกรณ์จี้ความเย็นเพื่อลดน้ำมูกในกรณีมีน้ำมูกไหลเรื้อรัง (Cryotherapy posterior nasal nerve)
        • ผ่าตัดนำต่อมทอนซิลออกในกรณีนอนกรนจากทอนซิลโต หรือทอนซิลอักเสบเรื้อรัง (Tonsillectomy)
        • ผ่าตัดนำต่อมอะดีนอยด์ออกในกรณีเด็กนอนกรน (Adenoidectomy)
        • จี้เพดานอ่อนในกรณีเพดานอ่อนหย่อน ทำให้มีอาการนอนกรน (RF soft palate)
        • เจาะระบายน้ำในหูชั้นกลางและใส่ท่อระบายในกรณีภาวะน้ำขังในหูชั้นกลางจากท่อปรับความดันในหูทำงานไม่ดี (Myringotomy with PE tube insertion)
        • ใช้บอลลูนเพื่อขยายท่อปรับความดันจากหูชั้นกลาง เพื่อแก้อาการหูอื้อเรื้อรัง โดยเฉพาะเวลาขึ้นลงเครื่องบิน จากท่อปรับความดันในหูทำงานไม่ดี (Endoscopic balloon eustachian tube dilatation)
        • ใช้บอลลูนเพื่อขยายรูไซนัส ในกรณีไซนัสอักเสบเรื้อรัง แต่ยังไม่อยากผ่าตัดไซนัส (Balloon sinuplasty)
        • ผ่าตัดนำก้อนที่ต่อมไทรอยด์ออก (Thyroid lobectomy/ total thyroidectomy)
        • ผ่าตัดนำต่อมน้ำเหลืองที่คอออก (Cervical Lymph node excision)
        • ผ่าตัดนำก้อนที่คอออก (Neck mass excision)
        Language Spoken
        • อังกฤษ, ไทย

        ปริญญาบัตรและสถาบันการศึกษา
        • ปริญญาบัตร (เกียรตินิยมอันดับสอง) แพทยศาสตรบัณฑิต (พ.บ) คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล
        • วุฒิบัตรโสต ศอ นาสิกวิทยา ภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
        • ประกาศนียบัตร สาขาวิชาโรคจมูกและภูมิแพ้ ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล

        ตารางออกตรวจ
        วัน เวลา หมายเหตุ
        SAT 13:00 - 18:00 ศุกร์ที่ 1, 3, 5

        โปรแกรมคัดกรองมะเร็ง 10 ชนิด ด้วย Spot-MAS

        Spot-MAS

        โปรแกรมคัดกรองมะเร็ง 10 ชนิด multi-cancer screening

        13,000.-


        'เวลา'คือหัวใจสำคัญของการรักษามะเร็ง มอบความอุ่นใจให้คนที่คุณรัก ด้วย Spot Mas
        นวัตกรรมการตรวจคัดกรองความเสี่ยงมะเร็งระยะเริ่มต้นผ่านการตรวจเลือด 1 ครั้ง ค้นหามะเร็ง 10 ชนิด

        Spot-MAS

        ค้นหามะเร็ง 10 ชนิด

        (Multi-cancer Screening)

         

        นวัตกรรมการตรวจคัดกรองความเสี่ยงมะเร็งระยะเริ่มต้นผ่านการตรวจเลือด (Liquid Biopsy) โดยใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์ความผิดปกติทางพันธุกรรมของเซลล์มะเร็งที่ปนอยู่ในกระแสเลือด (ctDNA) ซึ่งเน้นไปที่การตรวจรอยโรคในระดับ DNA

        ทำไมต้องใช้ Spot-MAS?

        การตรวจสุขภาพประจำปีอาจไม่เพียงพอที่จะตรวจพบมะเร็งได้ในระยะแรกเริ่ม (Stage 1-2) เนื่องจาก
        • อาการมักไม่ปรากฏ: มะเร็งหลายชนิดจะแสดงอาการเมื่อเข้าสู่ระยะแพร่กระจายแล้ว
        • ข้อจำกัดของการตรวจแบบเดิม: การทำ CT Scan หรือ MRI มีค่าใช้จ่ายสูงและได้รับรังสี ส่วนการตรวจ Marker เลือดแบบเดิมมีความแม่นยำต่ำกว่า
        • ความสะดวก: ใช้การเจาะเลือดเพียงครั้งเดียว แทนการส่องกล้องหรือตัดชิ้นเนื้อซึ่งมีความเจ็บปวดและซับซ้อนกว่า
        • ความน่าเชื่อถือของข้อมูล : Spot-MAS ถือเป็นเทคโนโลยีที่มี ความน่าเชื่อถือสูงในเชิงวิทยาศาสตร์ โดยมีจุดเด่นดังนี้
          • เทคโนโลยีระดับสูง: ใช้เทคโนโลยี Massively Parallel Sequencing (MPS) เพื่อตรวจหาการเปลี่ยนแปลงทางเคมีบน DNA (Methylation) ซึ่งเป็นสัญญาณแรกๆ ของมะเร็ง
          • ความแม่นยำ (Specificity): มีค่าความจำเพาะสูงถึง 95.9% หมายความว่าโอกาสที่จะเกิดผลบวกปลอม (ไม่ได้เป็นมะเร็งแต่ผลบอกว่าเป็น) มีน้อยมาก
          • การรองรับ: เป็นเทคโนโลยีที่พัฒนาต่อยอดจากงานวิจัยทางคลินิก และนิยมใช้ในศูนย์การแพทย์ชั้นนำในปัจจุบัน

        ตรวจหาได้กี่ชนิดในการตรวจครั้งเดียว?

        การตรวจ Spot-MAS มาตรฐาน 1 ครั้ง สามารถคัดกรองความเสี่ยงมะเร็งที่พบบ่อยได้ 10 ชนิด ได้แก่
        1. มะเร็งปอด
        2. มะเร็งเต้านม
        3. มะเร็งตับและท่อน้ำดี
        4. มะเร็งลําไส้ใหญ่และไส้ตรง
        5. มะเร็งกระเพาะอาหาร
        6. มะเร็งรังไข่
        7. มะเร็งตับอ่อน
        8. มะเร็งหลอดอาหาร
        9. มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก
        10. มะเร็งศีรษะและลำคอ

        ระยะเวลารอผลตรวจ

        โดยทั่วไปจะใช้เวลาประมาณ 30 วันทำการ เนื่องจากต้องส่งตัวอย่างเลือดเข้าสู่ห้องปฏิบัติการเฉพาะทางเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลพันธุกรรมที่ซับซ้อน

        ข้อดีของ Spot-MAS

        • ตรวจพบไว: มีโอกาสตรวจพบมะเร็งตั้งแต่ระยะที่ยังไม่มีอาการ (ระยะที่ 1 หรือ 2)
        • เจ็บตัวน้อย: เพียงแค่เจาะเลือด 10 มล. เหมือนการตรวจเลือดทั่วไป
        • ระบุตำแหน่งได้: หากผลเป็นบวก เทคโนโลยีนี้สามารถช่วยระบุได้ว่าความผิดปกติน่าจะมาจากอวัยวะใด เพื่อให้แพทย์ตรวจเจาะลึกได้ตรงจุด
        • ความปลอดภัยสูง: ไม่มีผลข้างเคียงจากรังสี

        ใครที่ควรตรวจด้วยวิธีนี้?

        ข้อควรระวัง

        Spot-MAS คือเครื่องมือ "คัดกรองความเสี่ยง" ไม่ใช่การ "วินิจฉัย" หากผลตรวจพบความเสี่ยง (Positive) ผู้ตรวจจำเป็นต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจวินิจฉัยยืนยันด้วยวิธีมาตรฐาน (เช่น การส่องกล้องหรือทำ CT Scan) ตามคำแนะนำของแพทย์ต่อไป

        13,000.-

        ไม่รวมค่าแพทย์และค่าบริการ

        วันนี้ - 31 ธันวาคม 2569

        โปรแกรมและแพ็คเกจ

        พญ.ชนินันท์ โฆษิตกุลจร

        พญ.ชนินันท์ โฆษิตกุลจร
        แพทย์ผิวหนังและความงาม

        พญ.ชนินันท์ โฆษิตกุลจร

        CHANINAN KOSITKULJORN
        Specialty
        • ตจวิทยา (Dermatologist)
        • เลเซอร์กระ กระแดด รอยสิว สิว ฝ้า ผมบาง หน้าขาวใส
        Language Spoken
        • อังกฤษ, ไทย

        ปริญญาบัตรและสถาบันการศึกษา
        • แพทยศาสตรบัณฑิต (พ.บ.) เกียรตินิยมอันดับสอง คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล
        • ตจวิทยา (ผิวหนัง) คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

        ตารางออกตรวจ
        วัน เวลา หมายเหตุ
        FRI 17:00 - 20:00 ศุกร์ที่ 1, 3, 5
        SAT 11:00 - 18:00