การกระตุ้นสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า TMS


นวัตกรรมเพื่อฟื้นฟู ผู้ที่มีภาวะอ่อนแรง ชา หรือกล้ามเนื้อเกร็ง ทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง

กระตุ้นสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (TMS)

Transcranial Magnetic Stimulation
กระตุ้นสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (TMS)
กระตุ้นสมองด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Transcranial Magnetic Stimulation) นวัตกรรมในการฟื้นฟูผู้ป่วยที่มีภาวะอ่อนแรง ชา หรือกล้ามเนื้อเกร็งทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง สามารถใช้ในการฟื้นฟูและรักษาโรคหลอดเลือดสมองตีบ โรคซึมเศร้า ปวดศีรษะ โรคสมองเสื่อม โรคพาร์กินสัน และอาการปวดชาจากเส้นประสาท
ใช้ตรวจเพื่อการวินิจฉัยและบอกความรุนแรงในผู้ป่วยที่มีอาการสงสัย
  • โรคของไขสันหลังส่วนที่เรียกว่า Anterior horn cell เช่นโรค ALS
  • โรคของรอยต่อระหว่างเส้นประสาทและกล้ามเนื้อ (์Neuromuscular junction) เช่น โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงเอ็มจี (Myasthenia Gravis : MG)
  • โรคของรากประสาทเช่น รากประสารทถูกกดทับ (Nerve root compression) จากกระดูกคอหรือหลังเสื่อม หมอนรองกระดูกเคลื่อน
  • โรคของเส้นประสาทส่วนปลาย เช่น โรคเส้นประสาทส่วนปลายอักเสบเรื้อรังหรือฉับพลัน ทำให้มีอาการชามือชาเท้า, โรคเส้นประสาทพิการแต่กำเนิด
  • โรคของกล้ามเนื้อ เช่น โรคกล้ามเนื้ออักเสบ โรคกล้ามเนื้อฝ่อ เป็นต้น
  • โรคเส้นประสาทคู่ที่ 7 อักเสบ (Bell’s palsy)
นอกจากนี้การตรวจ EMG, NCV ยังสามารถใช้ติดตามผลการรักษา และการฟื้นตัวของเส้นประสาทได้ด้วย
การรักษาด้วย TMS ปลอดภัยแค่ไหนมีผลข้างเคียงหรือไม่?
เนื่องจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากเทคโนโลยีนี้ มีผลอยู่ในวงจากัดที่แคบมาก เพียง 1-3เซนติเมตรจากหัวกระตุ้น จึงไม่มีผลกระทบที่อันตรายต่ออวัยวะของร่างกาย มีเพียงข้อห้ามใช้ผู้ป่วยบางรายดังต่อไปนี้
  • ผู้ป่วยที่มีโลหะที่เหนี่ยวนาแม่เหล็กบริเวณศีรษะหรือพื้นที่รักษาในระยะ 30 เซนติเมตร เช่น sutures sutures, clips, coils,nmagnetic dental implants or insulin pumps
  • ผู้ป่วยที่มีเครื่องมือทางการรักษาเป็นระบบดิจิตอลต่างๆ เช่น pacemakers, implantable cardioverterdefibrillators vagus nerve stimulators [VNS] and wearable cardioverter Ddefibrillators [WCD’s])
  • ผู้ป่วยที่มีประวัติชักหรือภาวะชักที่ไม่สามารถควบคุมได้
  • ผู้ป่วยที่ใส่เครื่องระบายน้าในโพรงสมอง
  • ผู้ป่วยที่มีอวัยวะเทียมที่เป็นโลหะที่เพิ่งใส่มาไม่นาน
  • สตรีมีครรภ์
ผู้ป่วยส่วนมากจะไม่พบอาการข้างเคียงภายหลังการรักษา ผลข้างเคียงที่สาคัญแต่พบได้น้อยมากคือ อาการชัก ซึ่งพบได้ประมาณ0.02-0.2% ในผู้ป่วยบางรายอาจมีอาการอ่อนเพลียหรือง่วงนอนภายหลังการกระตุ้น บางรายพบอาการปวดัีรษะหรือระคายเคืองบริเวณที่ถูกกระตุ้นได้เล็กน้อย แต่อาการเหล่านี้จะอยู่เพียง 1-2 ชั่วโมงหลังทา หากผู้ป่วยรู้สึกไม่สุขสบาย สามารถทานยาลดปวดพาราเซตามอลได้
การรักษาแต่ละครั้งใช้เวลานานเท่าไหร่?
ระยะเวลาในการรักษาต่อครั้งอยู่ที่ 30-60 นาที ความถี่ในการรักษาประมาณ 1-3 ครั้งต่อสัปดาห์แล้วแต่ อาการและโรคของผู้ป่วยแต่ละราย
ต้องทาการรักษากี่ครั้งจึงจะเห็นผล?
  • สำหรับการลดปวด อาการจะดีขึ้นทันทีหลังทาทันทีในการปวดชนิดเฉียบพลัน (Acute pain)
    ส่วนอาการปวดเรื้อรัง (Chronic pain) จะใช้จานวนครั้งมากกว่า แล้วแต่ความรุนแรงและเรื้อรังของผู้ป่วยแต่ละราย
  • อาการทางระบบประสาท เช่น โรคหลอดเลือดสมอง(Stroke) หรือการบาดเจ็บไขสันหลังชนิด Incomplete spinal cord injury จะต้องใช้จานวนครั้งในการรักษานานระดับหนึ่งจึงจะเห็นผลการรักษา ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของรอยโรค (Lesion) บริเวณที่เกิดรอยโรคและความเรื้อรัง จึงมีความจาเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างน้อย 10 ครั้งขึ้นไป และหากการตอบสนองต่อการรักษาจะให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี สามารถฟื้นฟูร่างกายกลับมาได้ใกล้เคียงปกติที่สุด ควรเริ่มการรักษาด้วย TMS TMS ให้เร็วที่สุดเท่าที่แพทย์ประเมินอาการแล้วว่าสามารถทาได้
การเข้ารับการรักษา
  • การเข้ารับการรักษา : ใช้เวลาเพียง 30 นาที – 1 ชั่วโมง
  • ราคา 1,800 บาท ต่อ ครั้ง
สามารถเข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยนอกได้
วันนี้ - 31 ธันวาคม 2565

โปรแกรมและแพ็คเกจ

SUPER SAVE 10.10

Share this :