ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบหรือ Polycystic ovary syndrome (PCOS)

ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบหรือ Polycystic ovary syndrome (PCOS)

ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบหรือ Polycystic Ovary Syndrome (PCOS) เป็นความผิดปกติของระบบต่อมไร้ท่อที่พบบ่อยในทางนรีเวช โดยพบภาวะนี้ในสตรีวัยเจริญพันธุ์ร้อยละ 5-10 ซึ่งภาวะนี้เป็นกลุ่มอาการที่ประกอบด้วยภาวะที่มีฮอร์โมนแอนโดรเจนสูงร่วมกับภาวะไม่ตกไข่เรื้อรัง ภาวะแอนโดรเจนสูงทำให้เกิดภาวะขนดก ผิวหน้ามัน มีสิวมาก บางรายอาจพบมีภาวะผมบางจากแอนโดรเจน (Androgen-dependent alopecia) ภาวะไข่ไม่ตกเรื้องรังจะทำให้ระยะระหว่างรอบระดูห่างมากขึ้น บางรายมีภาวะขาดระดูตามมา ร่วมกับมีการตรวจพบถุงน้ำขนาดเล็กจำนวนมากที่รังไข่ (Polycystic ovary)

สาเหตุ

การเกิดภาวะ PCOS ในปัจจุบันยังไม่ทราบชัดเจนแน่ชัด อาจจะเกิดจากความผิดปกติหลายระบบที่เกี่ยวเนื่องกันจำแนกออกเป็น

  • ความผิดปกติของต่อมใต้สมองส่วนหน้า (Abnormal pituitary function)
  • ความผิดปกติของการสร้างสเตียรอยด์ (Abnormal steroidogenesis)
  • ภาวะดื้อต่ออินซูลินและอินซูลินในเลือดสูง (Insulin resistance/hyperinsulinemia)

อาการแสดงที่บ่งบอกว่ามีภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ PCOS

การเกิดภาวะ PCOS ในปัจจุบันยังไม่ทราบชัดเจนแน่ชัด อาจจะเกิดจากความผิดปกติหลายระบบที่เกี่ยวเนื่องกันจำแนกออกเป็น

  • ประจำเดือนมาไม่ปกติหรือไม่มาเลย
  • มีปัญหาในการมีบุตรยาก (เนื่องจากการตกไข่ไม่สม่ำเสมอหรือไม่ตกไข่)
  • ภาวะขนดกผิดปกติ (hirsutism) มักพบที่ใบหน้า หน้าอก หลัง หรือสะโพก
  • น้ำหนักเพิ่มขึ้น
  • ผมบางและผมร่วง ที่ศีรษะ
  • ผิวมันหรือเป็นสิว

บทความ

4 วิธีป้องกันและรักษาเส้นเลือดขอด

4 วิธีป้องกันและรักษาเส้นเลือดขอด

เส้นเลือดขอด (Varicose Veins) คือ ภาวะที่หลอดเลือดดำใต้ผิวหนังที่มีการเสื่อมสภาพ จนโป่งพอง ยืดขยายตัวจนเห็นได้ชัดเจน นับว่าเป็นอาการแสดงหนึ่งของ ภาวะหลอดเลือดดำบกพร่องเรื้อรัง (Chronic Venous Insufficiency) หรือ ภาวะเสื่อมถอยของระบบหลอดเลือดดำ ที่เกิดจากการใช้งานหนักสะสมมานานเนื่องจาก “มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่ยืนตั้งฉากกับพื้นโลก ในขณะที่เลือดซึ่งเป็นของเหลวจะไหลลงสู่ที่ต่ำตามแรงโน้มถ่วงของโลก” ตอนที่เลือดลงมาเลี้ยงขานั้น จึงทำได้ง่ายกว่าเนื่องขาอยู่ต่ำ และมีหัวใจบีบอัดเลือดลงมาเลี้ยงขา แต่การที่เลือดจะเดินทางกลับไปคืนหัวใจนั้นทำได้ยากกว่ามาก

คำอธิบายภาพ
การเปรียบเทียบระยะห่างระหว่างหัวใจและขาของมนุษย์กับสัตว์อื่นๆ

ปกติเลือดเมื่อลงมาเลี้ยงที่ขาแล้วจะต้องกลับไปที่หัวใจ กล้ามเนื้อของขาและเท้าจะทำหน้าที่เป็นหัวใจดวงที่สองของมนุษย์ ทำหน้าทีบีบเลือดขึ้นไปด้านบน และเพื่อให้เลือดสามารถวิ่งขึ้นทางเดียว ธรรมชาติจึงสร้างหลอดเลือดดำให้มีลิ้น ซึ่งทำหน้าที่เปิดให้เลือดวิ่งขึ้น และปิดเมื่อไม่ให้เลือดไหลย้อนกลับมา จึงอาจกล่าวได้ว่า หลอดเลือดดำนั้นจะถูกใช้งานเมื่อข้อเท้าอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าหัวใจ (อยู่ที่ระดับราวนมเรานี่เอง) นั่นหมายความว่า ถูกใช้งาน ตั้งแต่เช้าที่เราลุกขึ้นจากที่นอน จนถึงเมื่อเราล้มตัวลงนอนจึงจะได้พัก เมื่อลิ้นของหลอดเลือดดำเสื่อมลง หรือผิดรูป ก็จะเกิดภาวะลิ้นรั่ว ทำให้เลือดไหลย้อนมากคั่งอยู่ในขามาก จนแรงดันทำให้หลอดเลือดดำยืดโป่งพองออกเป็นเส้นเลือดขอด เกิดภาวะขาบวม หรือมีผิวหนังอักเสบเรื้อรังตามความรุนแรงของความเสื่อม จนในที่สุดก็จะกลายเป็นแผลเรื้อรังที่ข้อเท้า ซึ่งมีน้ำเหลืองแฉะออกมาตลอดเวลา ทำให้ต้องใช้ค่าใช้จ่ายสูงในการดูแลแผลระยะยาว ซึ่งระยะนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นภาวะหลอดเลือดดำบกพร่องเรื้อรังระยะท้ายก็เป็นได้

ความเสื่อมของหลอดเลือดดำ จะเกิดมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับ กรรมพันธุ์ของผู้ป่วย และความหนักของการใช้งาน เช่น อาชีพที่ยืนนาน มีการตั้งครรภ์ มีภาวะน้ำหนักเกิน มีลิ้นหัวใจรั่ว หรือมีการบาดเจ็บของขา เช่น กระดูกหัก ผ่าตัดเข่า ซึ่งนอกจากจะทำให้ลิ้นหลอดเลือดดำเสื่อมรั่วแล้ว บางครั้งอาจเกิดลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดดำด้วยทำให้อาการรุนแรงมากขึ้น

คำอธิบายภาพ
ความเสื่อมจากการใช้งานก่อนเกิดการรั่วของลิ้นในหลอดเลือดดำ

ภาวะหลอดเลือดดำบกพร่องเรื้อรัง เป็นโรคแห่งความเสื่อมที่ยังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้เนื่องจากด้วยเทคโนโลยีในยุคปัจจุบันยังไม่สามารถเปลี่ยนหลอดเลือดดำที่ขาได้ทั้งหมด ดังนั้น เป้าหมายในการรักษาจึงเป็นการรักษาเพื่อป้องกันไม่ให้ความเสื่อมรุนแรงกลายเป็นระยะสุดท้ายที่มีแผลเรื้อรัง

การรักษาเพื่อป้องกันไม่ให้ความเสื่อมรุนแรงกลายเป็นระยะสุดท้ายที่มีแผลเรื้อรัง

ซึ่งทำได้ 4 วิธีหลักๆ คือ

  1. ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เพื่อลดการใช้งานหลอดเลือดดำ ทำได้โดยการหลีกเลี่ยงการนั่งห้อยขา หรือยืนนิ่งๆนานๆ ออกเดินหรือออกกำลังกายกล้ามเนื้อที่ขาให้มากขึ้น ยกขาสูงระหว่างวัน และควบคุมน้ำหนัก
  2. ใช้อุปกรณ์บีบรัดขา หรือ ถุงน่องทางการแพทย์ ซึ่งเป็นถุงน่องที่รัดไล่ระดับความแน่นจากข้อเท้าขึ้นมา เพื่อช่วยให้การไหลเวียนของหลอดเลือดดำดีขึ้น เมื่อมีการบีบตัวของกล้ามเนื้อขา ป้องกันไม่ให้เลือดไหลย้อนมาที่ผิวหนัง จึงช่วยชะลอไม่ให้เส้นเลือดขอด หรือผิวหนังอักเสบรุนแรงมากขึ้น
  3. การใช้ยา เพื่อกระตุ้นการทำงานของหลอดเลือดดำให้มีการหดตัวดีขึ้น กระตุ้นการทำงานของลิ้นหลอดเลือดดำ ลดอาการอักเสบ ทำให้อาการปวด บวม เมื่อยขาลดลง แต่จำเป็นต้องใช้ยาต่อเนื่องเพื่อบรรเทาอาการ
  4. การผ่าตัด เพื่อกำจัดหลอดเลือดดำที่มีลิ้นรั่วบริเวณผิวหนังทิ้งไป เพื่อลดภาระงานหนักของหลอดเลือดดำอื่นๆ ทั้งนี้จำเป็นต้องทำการตรวจ ultrasound เพื่อระบุตำแหน่งหลอดเลือดดำที่ลิ้นรั่ว ว่าเป็นตำแหน่งที่สามารถผ่าตัดปิดไปได้หรือไม่

คำอธิบายภาพ
การรักษาและป้องกันการเกิดเส้นเลือดขอด
ผศ.นพ.เชาวนันท์ พรวรากรณ์
ศัลยกรรมหลอดเลือด Vascular Surgery 

บทความ

ภาวะพร่อง ฮอร์โมนเพศชาย

ภาวะพร่องฮอร์โมนเพศช […]

5 การบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาที่พบบ่อย และสัญญาณที่บ่งบอกว่าอาจเป็นภาวะรุนแรง

5 การบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาที่พบบ่อย และสัญญาณที่บ่งบอกว่าอาจเป็นภาวะรุนแรง

การบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาเป็นสิ่งที่พบได้บ่อย โดยเฉพาะในผู้ที่ออกกำลังกายสม่ำเสมอหรือเล่นกีฬาที่มีความเข้มข้นสูง ส่วนใหญ่แล้วอาการมักอยู่ในกลุ่มกล้ามเนื้ออักเสบ เอ็นอักเสบ หรือการใช้งานมากเกินไป (overuse injuries) ซึ่งมักทำให้ปวดตึง บวมเล็กน้อย และสามารถดีขึ้นได้ด้วยการพัก ประคบเย็น การปรับรูปแบบการฝึกและการกายภาพบำบัด อย่างไรก็ตาม หากอาการบาดเจ็บมีความรุนแรงมากขึ้น อาจบ่งบอกถึงการบาดเจ็บที่สำคัญกว่าการอักเสบทั่วไป ในกรณีเหล่านี้ควรให้ความสำคัญเป็นพิเศษ และจำเป็นต้องได้รับการประเมินโดยแพทย์ ต่อไปนี้คือ 5 ตัวอย่างการบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาที่พบได้บ่อยและควรเฝ้าระวัง ซึ่งหากสงสัยว่ามีอาการบาดเจ็บรุนแรง ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างเหมาะสมตั้งแต่ระยะแรก

1. ข้อเท้าแพลง (Ankle sprain)

เป็นการบาดเจ็บที่พบบ่อยที่สุดในการเล่นกีฬา ส่วนใหญ่มักเป็นระดับไม่รุนแรง (เอ็นยืดหรือฉีกเล็กน้อย) และดีขึ้นได้ภายใน 1–2 สัปดาห์ด้วยการพัก ประคบเย็น และกายภาพบำบัดเบื้องต้น สัญญาณที่บ่งบอกว่าอาจมีอาการบาดเจ็บรุนแรง ได้แก่

  • บวมเร็วมากภายในไม่กี่ชั่วโมง โดยเฉพาะร่วมกับรอยช้ำบริเวณข้อเท้าหรือตาตุ่ม อาจบ่งบอกถึงเอ็นฉีกขาดระดับรุนแรง หรือมีเลือดออกในข้อ
  • ไม่สามารถเดินลงน้ำหนักได้แม้เพียงประมาณ 3-4 ก้าวหลังเกิดอุบัติเหตุ มีอาการกดเจ็บเฉพาะจุดบริเวณรอบกระดูกตาตุ่มด้านในหรือด้านนอก หน้าแข้งส่วนล่าง หรือโคนกระดูกฝ่าเท้า อาจต้องตรวจเอกซเรย์เพื่อวินิจฉัยเพิ่มเติม
  • รู้สึกข้อ “หลวม” หรือพลิกซ้ำง่าย อาจเป็นสัญญาณของเอ็นข้อเท้าฉีกขาดทั้งหมด ทำให้ข้อไม่มั่นคง และเสี่ยงต่อการบาดเจ็บเรื้อรัง

2. การบาดเจ็บเอ็นไขว้หน้าข้อเข่า (Anterior cruciate ligament, ACL injury)

มักเกิดจากการหยุดกะทันหัน เปลี่ยนทิศทางเร็ว หรือกระโดดแล้วลงผิดท่า โดยไม่จำเป็นต้องมีการปะทะ ผู้ป่วยจำนวนมากจะเล่าว่าได้ยินเสียง “ป๊อบ” ในเข่าทันทีที่เกิดเหตุ โดยสามารถสังเกตอาการเบื้องต้นด้วยตัวเองได้ดังนี้

  • เล่นกีฬาต่อไม่ได้ทันที ต้องหยุดเล่นเพราะเจ็บมากผิดปกติ
  • เข่าบวมเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมง มักเกิดจากเลือดออกในข้อเข่า ซึ่งพบได้บ่อยในกลุ่มเอ็นไขว้หน้าฉีกขาด
  • มีอาการเข่าอ่อน เข่าทรุด (giving way) รู้สึกไม่มั่นคงขณะเดิน หมุนตัวเปลี่ยนทิศทาง หรือขึ้นลงบันได

    3. หมอนรองกระดูกข้อเข่าฉีกขาด (Meniscus injury)

    หมอนรองกระดูกเข่า (meniscus) ทำหน้าที่รองรับแรงกระแทกและช่วยกระจายน้ำหนักในข้อเข่า การบาดเจ็บมักเกิดจากการบิดหมุนของเข่าขณะลงน้ำหนัก เช่น การหมุนตัว การกระโดดลงน้ำหนักผิดจังหวะ หรือการถูกปะทะระหว่างเล่นกีฬา โดยอาการที่มักพบได้แก่

    • บวมหลังบาดเจ็บ แม้การบวมอาจไม่เร็วและมากเท่ากลุ่มเอ็นไขว้หน้าฉีกขาด แต่หากบวมร่วมกับปวดมากโดยเฉพาะขณะงอเข่า หรือบวมเป็น ๆ หาย ๆ ควรพบแพทย์เพื่อตรวจเพิ่มเติม
    • ปวดเฉพาะจุดด้านในหรือด้านนอกเข่าชัดเจน โดยเฉพาะหากกดเจ็บตามแนวข้อ และปวดมากเวลาหมุนเข่าหรือย่อตัว
    • เข่าล็อก เหยียดหรืองอได้ไม่สุด รู้สึกเข่าติด ขยับไม่ได้เต็มช่วง จนต้องขยับบางมุมแล้วจึงคลาย ซึ่งอาจเป็นการฉีกแบบรุนแรงของหมอนรองกระดูกเข่าแบบรอบวง (bucket-handle tear)

      4. ข้อไหล่หลุด (Shoulder dislocation)

      ข้อไหล่เป็นข้อที่เคลื่อนไหวได้มากที่สุดในร่างกาย จึงมีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บสูง โดยเฉพาะในกีฬาที่มีการปะทะ หรือการถูกกระแทกโดยตรง โดยอาการที่ควรสงสัยภาวะข้อไหล่หลุดหรือควรได้รับการตรวจประเมินเพิ่มเติมมีดังนี้

      • ไหล่ผิดรูปชัดเจน หรือยกแขนไม่ได้ มักมีอาการปวดรุนแรงทันทีหลังล้ม หรือปะทะรุนแรง อาจสังเกตเห็นไหล่ด้านนอกแบนหรือโป่งออกทางด้านหน้าผิดปกติ มักต้องใช้มืออีกข้างประคองแขนไว้ตลอดเวลา ภาวะนี้ควรรีบพบแพทย์เพื่อจัดข้อกลับอย่างถูกต้อง ไม่ควรพยายามดึงเข้าที่เอง เพราะอาจทำให้เสี่ยงต่อกระดูกหักหรือเส้นประสาทบาดเจ็บเพิ่มมากขึ้น
      • ไหล่หลุดซ้ำบ่อย หากเคยมีประวัติไหล่หลุดมาก่อน โดยเฉพาะเกิดครั้งแรกตั้งแต่อายุยังน้อย และเกิดซ้ำได้ง่ายแม้เพียงขยับผิดจังหวะ แสดงถึงภาวะข้อไหล่ไม่มั่นคงเรื้อรัง ควรได้รับการตรวจประเมินเพิ่มเติม เพราะอาจมีเส้นเอ็นหัวไหล่หรือหมอนรองข้อไหล่ฉีกขาดร่วมด้วย หรือมีกระดูกเบ้าไหล่เสียหาย และอาจต้องพิจารณาการรักษาด้วยการผ่าตัดเพิ่มเติม

        5. กระดูกหัก (Fracture)

        กระดูกหักจากการเล่นกีฬาอาจเกิดจากการล้ม การปะทะรุนแรง หรือแรงกระแทกโดยตรง กระดูกหักบางชนิดอาจไม่เคลื่อนมากและรักษาได้ด้วยการใส่เฝือกหรือดาม แต่บางกรณีถือเป็นภาวะรุนแรงที่ต้องประเมินและรักษาเร่งด่วน สัญญาณที่บ่งบอกว่าอาจมีกระดูกหัก ได้แก่

        • ปวดมากผิดปกติ และขยับไม่ได้เลย หรือบวมตึงมาก และปวดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
        • ผิดรูปชัดเจน หรือมีแผลเปิด โดยหากแขนหรือขาผิดรูปชัด หรือมีแผลเห็นกระดูก (กระดูกหักแบบเปิด) ถือเป็นภาวะฉุกเฉิน ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที
        • ปวดเรื้อรังในนักกีฬา แม้ไม่มีอุบัติเหตุชัดเจน อาจเป็นกระดูกล้า (Stress fracture) เช่น ในกลุ่มนักวิ่งระยะไกล (marathon-ultra marathon) หากฝืนเล่นต่ออาจแตกหักมากขึ้นและใช้เวลาฟื้นตัวนาน

        โดยสรุป แม้การบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาส่วนใหญ่จะไม่รุนแรงและสามารถดีขึ้นได้ด้วยการพักและดูแลเบื้องต้น แต่หากมีอาการปวดมากผิดปกติ บวมเร็ว ลงน้ำหนักไม่ได้ หรือรู้สึกข้อไม่มั่นคง ไม่ควรฝืนเล่นต่อหรือปล่อยทิ้งไว้ การประเมินโดยแพทย์ตั้งแต่ระยะแรกจะช่วยวินิจฉัยได้ถูกต้อง ลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน และเพิ่มโอกาสกลับไปเล่นกีฬาได้อย่างปลอดภัยในระยะยาว

        ด้วยความปรารถนาดี
        นพ.กิตติธัช ใจดี
        ศัลยกรรมกระดูกและข้อ - เวชศาสตร์การกีฬา (Sports Medicine)

        บทความ

        “ความสูงลูก…แค่พันธุกรรมจริงหรือ? เปิดปัจจัยลับที่ช่วยให้ลูกโตเต็มศักยภาพ”

        "ความสูงลูก...แค่พันธุกรรมจริงหรือ?
        เปิดปัจจัยลับที่ช่วยให้ลูกโตเต็มศักยภาพ"

        การเจริญเติบโตของลูกไม่ได้ขึ้นอยู่กับพันธุกรรมเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยหลายประการที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโต ตั้งแต่ภาวะโภชนาการของคุณแม่ขณะตั้งครรภ์ น้ำหนักแรกคลอด พันธุกรรม ฮอร์โมนต่างๆ ไปจนถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิตและการเลี้ยงดู ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะทำงานประสานกัน เพื่อให้เด็กเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ
        มาเช็กกันว่าในแต่ละช่วงวัย ลูกเรากำลังอยู่ในจุดไหน?

        การเจริญเติบโตของเด็กที่สำคัญ

        แบ่งได้เป็น 3 ระยะหลักตามช่วงอายุ ดังนี้

        1. วัยทารก (แรกเกิด - 2 ปี): ช่วงที่โตไวที่สุด! ปีแรก ปีเดียวอาจสูงขึ้นได้ถึง 25 เซนติเมตร หัวใจหลักคือ "โภชนาการและการเลี้ยงดู"
        2. วัยเด็ก (2 ปี - ก่อนวัยรุ่น): ในช่วงนี้อัตราการเพิ่มความสูงจะค่อยๆ ลดลง และจะเริ่มเข้าสู่ช่วงคงที่ โดยเฉลี่ยจะสูงขึ้นประมาณ 4-6 เซนติเมตรต่อปี นอกจากปัจจัยด้านโภชนการแล้ว ยังมีเรื่องของฮอร์โมน (โดยเฉพาะอย่างยิ่งฮอร์โมนการเจริญเติบโต และฮอร์โมนไทรอยด์) และพฤติกรรมการใช้ชีวิตเข้ามามีบทบาทเพิ่มขึ้น
        3. วัยรุ่น: อัตราเพิ่มความสูงของวัยนี้จะเพิ่มขึ้นอีกครั้งจากอิทธิพลของฮอร์โมนเพศ และการเจริญเติบโตจะดำเนินต่อไปจนกว่า "แผ่นกระดูกปิด"
          • ผู้หญิงจะกระดูกปิดช่วงอายุประมาณ 14-16 ปี หรือ 1-2 ปีหลังมีประจำเดือนครั้งแรก
          • ผู้ชายจะกระดูกปิดช้ากว่า คือช่วงอายุ 16-19 ปี

        โดยเฉลี่ยคือหยุดสูงที่อายุประมาณ 18 ปี หากอายุเกิน 18-20 ปีไปแล้ว กระดูกมีแนวโน้มจะปิดตัวถาวร ทำให้โอกาสสูงเพิ่มยากขึ้น

        การวัดความสูงเพียงครั้งคราวอาจไม่เพียงพอที่จะบอกว่าลูกผิดปกติหรือไม่ เครื่องมือที่ง่ายแต่มีประสิทธิภาพ คือ "กราฟการเจริญเติบโต" ซึ่งเปรียบเสมือนสมุดพกบันทึกการเจริญเติบโตระยะยาว หากความสูงอยู่ต่ำกว่าระดับมาตรฐาน (ต่ำกว่าเส้นเปอร์เซนไทล์ที่ 3 หรือ P3) หรือแนวโน้มของเส้นการเจริญเติบโตเบี่ยงเบนไปจากกราฟ เป็นสัญญาณเตือนว่าควรรับคำปรึกษาจากกุมารแพทย์เพื่อหาสาเหตุเพิ่มเติม

        นอกจากการเฝ้าระวังแล้ว การส่งเสริมการเจริญเติบโตให้สมวัยและเต็มศักยภาพ ยังต้องอาศัยปัจจัยสนับสนุน ดังนี้

        1. โภชนาการที่เหมาะสม เด็กควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ รวมถึงได้แคลเซียมที่เพียงพอ หลีกเลี่ยงอาหาร หวานจัด เค็มจัด และอาหารแปรรูปขั้นสูง (ultra-processed food)
        2. การนอนหลับที่มีคุณภาพ ต้องนอนให้พอและหลับสนิท เพื่อให้ฮอร์โมนทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
        3. การออกกำลังกาย เพื่อเสริมสร้างมวลกระดูก กล้ามเนื้อ และความแข็งแรงของหัวใจและหลอดเลือด
        4. พลังบวกจากครอบครัว สุขภาพจิตที่ดี และการเป็นแบบอย่างที่ดีจากพ่อแม่ จะช่วยส่งผลบวกต่อพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเด็ก

        “การสังเกตและติดตามการเจริญเติบโตของบุตรหลานเป็นสิ่งสำคัญ หากพบสัญญาณผิดปกติควรปรึกษากุมารแพทย์ในเวลาที่เหมาะสม”

        พญ.วิภา วรัญญูวงศ์
        กุมารแพทย์โรคต่อมไร้ท่อและเมทาบอลิสม

        บทความ

        โรคไซนัสอักเสบเฉียบพลัน

        โรคไซนัสอักเสบเฉียบพลัน

        Acute Rhinosinusitis

        ไซนัส คือโพรงอากาศที่อยู่บริเวณรอบใบหน้า มีเยื่อที่สามารถสร้างมูกได้ และมีรูเปิดระบายน้ำมูกเข้าที่ช่องจมูก ซึ่งมีอวัยวะที่อยู่ใกล้เคียงคือ ลูกตา และสมอง

        โรคไซนัสอักเสบเฉียบพลัน เป็นโรคที่พบได้บ่อยในเวชปฏิบัติทั่วไป โดยมักเกิดตามหลังการติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน โดยเฉพาะไข้หวัด ซึ่งการเป็นไซนัสอักเสบเฉียบพลันนั้น สามารถเกิดได้จากการติดเชื้อทั้งแบคทีเรียและไวรัส โดยอาการที่พบได้จะประกอบด้วย มีน้ำมูกข้นเหนียวทั้งหน้าจมูกและไหลลงคอ คัดจมูก ปวดตึงบริเวณใบหน้า มีการได้กลิ่นลดลง (หรืออาจพบเป็นอาการไอได้ หากเป็นในเด็ก เนื่องจากมีน้ำมูกไหลลงคอปริมาณมาก)

        เมื่อตรวจร่างกาย โดยเฉพาะการส่องกล้องเพื่อตรวจในโพรงจมูก จะสามารถพบน้ำมูกหรือหนองออกจากบริเวณรูเปิดของโพรงไซนัสต่างๆได้

        โดยการรักษาประกอบไปด้วย ยาปฏิชีวนะ (หากสงสัยว่าเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย) ยาพ่นจมูกสเตียรอยด์ ยาแก้คัดจมูก และน้ำเกลือล้างจมูก และหากมีอาการไซนัสอักเสบเฉียบพลันบ่อยครั้งในรอบปี แพทย์อาจพิจารณาส่องกล้องเพื่อตรวจหาสาเหตุทางกายวิภาคที่อาจทำให้เกิดการติดเชื้อซ้ำ

        หากไม่ได้รับการรักษาในโรคไซนัสอักเสบเฉียบพลัน สามารถทำเกิดผลกระทบที่รุนแรงได้ เช่น มีการติดเชื้อลามไปที่บริเวณลูกตา หรือบริเวณสมองได้ เนื่องจากเป็นอวัยวะที่อยู่ใกล้เคียงกัน เช่น มีโพรงหนองบริเวณลูกตา เยื่อหุ้มสมองอักเสบ มีหนองในสมองได้ ซึ่งสามารถทำให้เกิดอาการ ตาแดง ตาบวม มองเห็นน้อยลง มีไข้สูง แขนขาอ่อนแรงได้

        sinusitis
        Sinusitis

        nasal endoscopy
        Nasal Endoscopy

        พญ.สิริวิมล ณุศรี
        แพทย์หู คอ จมูกและภูมิแพ้

        บทความ

        โรคไซนัสอักเสบเฉียบพลัน

        โรคไซนัสอักเสบเฉียบพ […]

        โรคไซนัสอักเสบเรื้อรัง

        โรคไซนัสอักเสบเรื้อร […]

        การตรวจหาหินปูนในหลอดเลือดหัวใจ CT Calcium Score

        การตรวจหาหินปูนในหลอดเลือดหัวใจ CT Calcium Score

        CT Calcium Score
        การตรวจหาหินปูนหลอดเลือดหัวใจ (CT Calcium Score) เป็นการตรวจปริมาณแคลเซียมที่ผนังของหลอดเลือดหัวใจ โดยใช้เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) ตรวจคัดกรองระดับหินปูนที่เกาะบริเวณหลอดเลือดแดงที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ เพื่อประเมินภาวะการอุดตันของหลอดเลือด ก่อนที่จะมีอาการกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันจากหลอดเลือดอุดตันเฉียบพลันซึ่งมีโอกาสเสียชีวิตสูง หรือประเมินแนวโน้มโอกาสในการที่จะเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจว่ามีมากน้อยเพียงใด ซึ่งเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ กล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ในอนาคต
        นายแพทย์ธัญญ์ สุวัฒนวิโรจน์
        อายุรแพทย์โรคหัวใจ
        ข้อดีของตรวจ CT CALCIUM SCORE
        • ทำให้ทราบถึงความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบในอนาคต
        • ไม่ต้องมีการเตรียมตัว สามารถตรวจได้ทันที ไม่ต้องนอนโรงพยาบาล
        • ใช้เวลาในการตรวจน้อย ไม่เจ็บตัว
        • ไม่มีการฉีดสารทึบรังสี
        ใครที่ควรเข้ารับการตรวจ CT CALCIUM SCORE
        • บุคคลทั่วไปที่มีอายุ 45 ปีขึ้นไป
        • ผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจ หรือมีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคหัวใจ
        • ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคเบาหวาน โรคไต โรคความดันโลหิตสูง ภาวะไขมันในเลือดสูง
        • ผู้ที่มีประวัติสูบบุหรี่
        การเตรียมตัวก่อนเข้ารับการตรวจ
        • ไม่ต้องงดน้ำหรืออาหารก่อนรับการตรวจ
        • หลีกเลี่ยงยาที่จะกระตุ้นหัวใจให้ชีพจรเร็วขึ้น
        • งดชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนเป็นส่วนประกอบ
        • งดสูบบุหรี่อย่างน้อย 4 ชั่วโมงก่อนตรวจ
        • เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดคลุมของโรงพยาบาล
        • ถอดเครื่องประดับรอบคอหรือแผ่นต่างๆ ที่ติดบริเวณหน้าอก

        โปรแกรมและแพ็คเกจ

        เพราะหัวใจต้องการคนดูแล

        การดูแลหัวใจให้แข็งแ […]

        มะเร็งปอด: รู้ก่อน ตรวจเร็ว เพิ่มโอกาสรักษาหาย

        มะเร็งปอด: รู้ก่อน ตรวจเร็ว เพิ่มโอกาสรักษาหาย

         

         

         

        มะเร็งปอดเป็นหนึ่งในสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้น ๆ ของคนไทย เนื่องจากในระยะเริ่มต้นมักไม่มีอาการ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อย เช่น ไอเรื้อรัง เหนื่อยง่าย หรือแน่นหน้าอก ทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากมาพบแพทย์เมื่อโรคอยู่ในระยะลุกลาม ซึ่งการรักษาทำได้ยากและมีค่าใช้จ่ายสูงปัจจุบันมีวิธี “ตรวจคัดกรองมะเร็งปอด” ที่สามารถช่วยค้นหามะเร็งในระยะเริ่มต้นได้ คือ การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ปอดแบบใช้รังสีต่ำ (Low-dose CT chest) ซึ่งใช้ปริมาณรังสีน้อยกว่าการตรวจ CT ปกติ และสามารถตรวจพบก้อนเนื้อขนาดเล็กในปอดได้ตั้งแต่ยังไม่มีอาการ
        นพ.พิภู ถาวรชีวิน
        อายุรแพทย์ โรคปอด

        ใครบ้างที่ควรตรวจคัดกรอง?

        การตรวจ Low-dose CT chest แนะนำในกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป และมีประวัติสูบบุหรี่ถึงเกณฑ์ที่แพทย์ประเมินว่าเสี่ยงต่อมะเร็งปอด นอกจากนี้ ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงร่วมก็อาจได้รับประโยชน์จากการตรวจคัดกรองเช่นกัน ได้แก่

        • มีประวัติคนในครอบครัวเป็นมะเร็งปอด
        • เป็นโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD)
        • เป็นโรคพังผืดในปอด
        • เคยสัมผัสควันบุหรี่หรือมลพิษทางอากาศเป็นเวลานาน

        ประโยชน์ของการตรวจคัดกรอง

        การตรวจพบมะเร็งปอดในระยะเริ่มต้นช่วยเพิ่มโอกาสรักษาให้หายขาดได้สูงขึ้น ผู้ป่วยบางรายสามารถรักษาด้วยการผ่าตัดหรือการรักษาเฉพาะจุด โดยไม่จำเป็นต้องใช้เคมีบำบัดหรือยาราคาแพงในระยะลุกลาม อีกทั้งยังช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งปอดได้อย่างมีนัยสำคัญ

        สิ่งสำคัญที่ควรรู้

        การตรวจคัดกรองไม่ใช่การตรวจสำหรับทุกคน ควรได้รับการประเมินความเสี่ยงโดยแพทย์ก่อน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดและหลีกเลี่ยงการตรวจที่ไม่จำเป็น หากผลตรวจพบความผิดปกติ แพทย์จะเป็นผู้พิจารณาการติดตาม ตรวจเพิ่มเติม หรือวางแผนการรักษาที่เหมาะสมต่อไป

        มะเร็งปอดไม่ใช่โรคไกลตัว โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเสี่ยง การรู้เท่าทันและเข้ารับการตรวจคัดกรองอย่างเหมาะสม คือก้าวสำคัญในการป้องกันและลดความรุนแรงของโรค หากคุณหรือคนใกล้ชิดอยู่ในกลุ่มเสี่ยง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำในการตรวจคัดกรองมะเร็งปอดอย่างเหมาะสม

        บทความ

        หัวใจเต้นผิดจังหวะ : ภัยเงียบที่ควรรู้ไว้

        หัวใจเต้นผิดจังหวะ : ภัยเงียบที่ควรรู้ไว้

        ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ (Arrhythmia) ถือเป็น "ภัยเงียบ" ที่คุกคามสุขภาพหัวใจของคนจำนวนมาก หากละเลยหรือไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง อาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น ภาวะหัวใจล้มเหลว หรือโรคหลอดเลือดสมองได้ การทำความเข้าใจเกี่ยวกับภาวะนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ
        นพ.สนัฐชา อาภาคัพภะกุล
        อายุรแพทย์ โรคหัวใจ

        หัวใจเต้นผิดจังหวะ คืออะไร ?

        หัวใจเต้นผิดจังหวะ คือ ภาวะที่อัตราการเต้นของหัวใจไม่เป็นไปตามปกติ ไม่ว่าจะเต้นเร็วเกินไป (Tachycardia) ช้าเกินไป (Bradycardia) หรือเต้นไม่สม่ำเสมอ ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของระบบไฟฟ้าที่ควบคุมการเต้นของหัวใจ (Electrical System) โดยปกติ หัวใจผู้ใหญ่จะเต้นด้วยอัตราประมาณ 60-100 ครั้งต่อนาทีขณะพัก

        ประเภทของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ มีอะไรบ้าง ?

        ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะสามารถแบ่งออกเป็นประเภทหลักๆ ตามอัตราการเต้นของหัวใจและตำแหน่งที่เกิดความผิดปกติ

        1. ภาวะหัวใจเต้นเร็วเกินไป (Tachycardia)
          • หัวใจห้องบนเต้นพลิ้ว (Atrial Fibrillation - AF) : เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด หัวใจห้องบนจะเต้นเร็วและไม่เป็นระเบียบ ทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดี และเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือด
          • หัวใจห้องบนเต้นเร็วผิดปกติ (Supraventricular Tachycardia - SVT) : การเต้นเร็วผิดปกติที่เริ่มต้นจากหัวใจห้องบนหรือรอยต่อระหว่างห้องบนและห้องล่าง
          • หัวใจห้องล่างเต้นเร็วผิดปกติ (Ventricular Tachycardia - VT) : เป็นภาวะที่อันตราย อาจนำไปสู่ภาวะหัวใจหยุดเต้นได้
          • หัวใจห้องล่างสั่นพลิ้ว (Ventricular Fibrillation - VF) : เป็นภาวะฉุกเฉิน หัวใจห้องล่างสั่นอย่างรวดเร็วและไร้ประสิทธิภาพ ไม่สามารถสูบฉีดเลือดได้ ต้องได้รับการกระตุ้นหัวใจด้วยไฟฟ้าทันที
        2. ภาวะหัวใจเต้นช้าเกินไป (Bradycardia) : อัตราการเต้นของหัวใจน้อยกว่า 60 ครั้งต่อนาที มักเกิดจากความผิดปกติของตัวสร้างสัญญาณไฟฟ้า (Sinoatrial Node) หรือการนำสัญญาณไฟฟ้าที่ถูกบล็อก
        3. ภาวะหัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอ (Premature or Ectopic Beats) : เกิดจากมีจังหวะการเต้นของหัวใจที่มาเร็วกว่าปกติเป็นครั้งคราว เช่น หัวใจเต้นก่อนกำหนดจากห้องบน (Premature Atrial Contractions - PACs) หรือจากห้องล่าง (Premature Ventricular Contractions - PVCs) มักไม่เป็นอันตรายหากไม่ได้เกิดบ่อยจนเกินไป

        หัวใจเต้นผิดจังหวะ คืออะไร ?

        หัวใจเต้นผิดจังหวะ คือ ภาวะที่อัตราการเต้นของหัวใจไม่เป็นไปตามปกติ ไม่ว่าจะเต้นเร็วเกินไป (Tachycardia) ช้าเกินไป (Bradycardia) หรือเต้นไม่สม่ำเสมอ ซึ่งเกิดจากความผิดปกติของระบบไฟฟ้าที่ควบคุมการเต้นของหัวใจ (Electrical System) โดยปกติ หัวใจผู้ใหญ่จะเต้นด้วยอัตราประมาณ 60-100 ครั้งต่อนาทีขณะพัก

        ประเภทของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ มีอะไรบ้าง ?

        ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะสามารถแบ่งออกเป็นประเภทหลักๆ ตามอัตราการเต้นของหัวใจและตำแหน่งที่เกิดความผิดปกติ

        1. ภาวะหัวใจเต้นเร็วเกินไป (Tachycardia)
          • หัวใจห้องบนเต้นพลิ้ว (Atrial Fibrillation - AF) : เป็นชนิดที่พบได้บ่อยที่สุด หัวใจห้องบนจะเต้นเร็วและไม่เป็นระเบียบ ทำให้เลือดไหลเวียนไม่ดี และเสี่ยงต่อการเกิดลิ่มเลือด
          • หัวใจห้องบนเต้นเร็วผิดปกติ (Supraventricular Tachycardia - SVT) : การเต้นเร็วผิดปกติที่เริ่มต้นจากหัวใจห้องบนหรือรอยต่อระหว่างห้องบนและห้องล่าง
          • หัวใจห้องล่างเต้นเร็วผิดปกติ (Ventricular Tachycardia - VT) : เป็นภาวะที่อันตราย อาจนำไปสู่ภาวะหัวใจหยุดเต้นได้
          • หัวใจห้องล่างสั่นพลิ้ว (Ventricular Fibrillation - VF) : เป็นภาวะฉุกเฉิน หัวใจห้องล่างสั่นอย่างรวดเร็วและไร้ประสิทธิภาพ ไม่สามารถสูบฉีดเลือดได้ ต้องได้รับการกระตุ้นหัวใจด้วยไฟฟ้าทันที
        2. ภาวะหัวใจเต้นช้าเกินไป (Bradycardia)อัตราการเต้นของหัวใจน้อยกว่า 60 ครั้งต่อนาที มักเกิดจากความผิดปกติของตัวสร้างสัญญาณไฟฟ้า (Sinoatrial Node) หรือการนำสัญญาณไฟฟ้าที่ถูกบล็อก
        3. ภาวะหัวใจเต้นไม่สม่ำเสมอ (Premature or Ectopic Beats)เกิดจากมีจังหวะการเต้นของหัวใจที่มาเร็วกว่าปกติเป็นครั้งคราว เช่น หัวใจเต้นก่อนกำหนดจากห้องบน (Premature Atrial Contractions - PACs) หรือจากห้องล่าง (Premature Ventricular Contractions - PVCs) มักไม่เป็นอันตรายหากไม่ได้เกิดบ่อยจนเกินไป

        สาเหตุหัวใจเต้นผิดจังหวะคืออะไร ?

        ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะมีสาเหตุได้หลากหลาย ทั้งจากปัจจัยทางโครงสร้างหัวใจ และปัจจัยกระตุ้นภายนอก

        • โรคหัวใจและหลอดเลือด : เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ, หัวใจขาดเลือด, กล้ามเนื้อหัวใจตาย, ความดันโลหิตสูง, ภาวะหัวใจล้มเหลว
        • ความผิดปกติแต่กำเนิด : เช่น มีเส้นทางไฟฟ้าพิเศษในหัวใจ (เช่น กลุ่มอาการวูลฟ์-พาร์กินสัน-ไวท์)
        • ปัจจัยกระตุ้น : การดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีนมากเกินไป, การดื่มแอลกอฮอล์, การใช้สารเสพติด, ความเครียด, การพักผ่อนไม่เพียงพอ
        • ความผิดปกติของต่อมไร้ท่อ : เช่น ภาวะไทรอยด์เป็นพิษ
        • การเสียสมดุลของเกลือแร่ : เช่น โพแทสเซียมหรือแมกนีเซียมในเลือดผิดปกติ
        • ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด
        • อายุที่เพิ่มขึ้น : โครงสร้างและระบบไฟฟ้าของหัวใจจะเสื่อมลงตามวัย

        อาการหัวใจเต้นผิดจังหวะเป็นอย่างไร ?

        อาการอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล และบางรายอาจไม่มีอาการเลยก็ได้ แต่โดยทั่วไปมักมีอาการดังนี้

        • ใจสั่น (Palpitations) : รู้สึกเหมือนหัวใจเต้นแรง, เต้นเร็ว, หรือเต้นผิดจังหวะ อาจรู้สึกเหมือนหัวใจเต้นข้ามจังหวะหรือวูบ
        • เหนื่อยง่าย/อ่อนเพลีย : โดยเฉพาะเวลาออกแรง
        • หน้ามืด/เป็นลม : เกิดจากหัวใจสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงสมองได้ไม่เพียงพอ
        • เจ็บหน้าอก : โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคหัวใจอื่นร่วมด้วย
        • หายใจลำบาก/หอบ
        • เวียนศีรษะ

        คำเตือน

        หากมีอาการใจสั่นร่วมกับเจ็บหน้าอกมาก หน้ามืด เป็นลม หมดสติ ควรไปพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของภาวะอันตรายถึงชีวิต

        วิธีป้องกันโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะทำได้อย่างไร ?

        การป้องกันโรคหัวใจเต้นผิดจังหวะทำได้โดยการจัดการกับปัจจัยเสี่ยงและรักษาสุขภาพหัวใจโดยรวมให้แข็งแรง

        • ควบคุมโรคประจำตัว : ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด (สำหรับผู้เป็นเบาหวาน), ความดันโลหิต, และไขมันในเลือด ให้อยู่ในเกณฑ์ปกติอย่างสม่ำเสมอ
        • งดและลดสิ่งกระตุ้น : งดสูบบุหรี่, จำกัดปริมาณคาเฟอีนและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
        • รักษาน้ำหนักตัวให้เหมาะสม : ควบคุมอาหารและออกกำลังกายเป็นประจำ เพื่อป้องกันโรคอ้วน
        • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ : ควรออกกำลังกายแบบแอโรบิกอย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์ (ปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มโปรแกรมออกกำลังกาย)
        • จัดการความเครียด : ฝึกผ่อนคลาย, ทำสมาธิ, หรือหางานอดิเรก เพื่อลดความเครียด
        • พักผ่อนให้เพียงพอ : นอนหลับให้ได้ 7-8 ชั่วโมงต่อวัน
        • ตรวจสุขภาพหัวใจเป็นประจำ : โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงสูง หรือมีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ
        การใส่ใจดูแลสุขภาพหัวใจและเข้ารับการตรวจวินิจฉัยตั้งแต่เนิ่น ๆ หากมีอาการผิดปกติ จะช่วยให้สามารถจัดการกับภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะได้อย่างมีประสิทธิภาพ และลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนร้ายแรงได้

        บทความ

        โรคไซนัสอักเสบเรื้อรัง

        โรคไซนัสอักเสบเรื้อรัง

        โรคไซนัสอักเสบเรื้อรัง เกิดจากการอักเสบที่โพรงจมูกและไซนัส พบได้ประมาณ 5-12% ของประชากร ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการทางจมูก เช่น น้ำมูกไหล คัดจมูก ปวดหน้า แน่นหน้า ได้กลิ่นลดลง โดยมีอาการอย่างน้อย 12 สัปดาห์ ตรวจร่างกายอาจพบติ่งเนื้อในโพรงจมูกหรือเรียกว่า “ริดสีดวงจมูก” หรือไม่พบก็ได้ โรคไซนัสอักเสบเรื้อรังส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย ทั้งประสิทธิภาพในการทำงาน และการเข้าสังคม

        ปัจจัยที่สามารถกระตุ้นให้เกิดโรค เช่น ภูมิแพ้ หอบหืดและโรคทางเดินหายใจส่วนล่างอื่นๆ การติดเชื้อแบคทีเรีย Biofilms เชื้อรา ภาวะบกพร่องทางภูมิคุ้มกัน และการทำงานผิดปกติของระบบพัดน้ำมูก ปัจจัยทางสิ่งแวดล้อม เช่น สูบบุหรี่ มลพิษทางอากาศ เป็นต้น

        การรักษาไซนัสอักเสบเรื้อรังในปัจจุบัน เริ่มจากการรักษาด้วยยา โดยใช้ยาสเตียรอยด์พ่นจมูก ร่วมกับการล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ หรือร่วมกับการให้ยาฆ่าเชื้อ และยาสเตียรอยด์แบบรับประทาน ขึ้นกับชนิดของการอักเสบ หากไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาอย่างน้อย 2 เดือนจะพิจารณาผ่าตัดเปิดโพรงไซนัสเพื่อระบายหนองให้อากาศสามารถถ่ายเทเข้าโพรงไซนัสได้ดี และยาสามารถเข้าถึงโพรงไซนัสได้ ซึ่งหลังการผ่าตัด ผู้ป่วยไซนัสอักเสบเรื้อรังสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้อีกครั้ง โดยมีโอกาสเป็นซ้ำ 30.29% ใน 5 ปี และ 66.06% ใน 10 ปี

        พญ.ปัทมาวดี ชัยชุมพร
        แพทย์โสต ศอ นาสิกวิทยา
        บรรณานุกรม
        • (1) de Loos DD, Lourijsen ES, Wildeman MA, Freling NJ, Wolvers MD, Reitsma S, Fokkens WJ. Prevalence of chronic rhinosinusitis in the general population based on sinus radiology and symptomatology. Journal of Allergy and Clinical Immunology. 2019;143(3):1207-14.
        • (2) DeConde AS, Soler ZM. Chronic rhinosinusitis: epidemiology and burden of disease. American journal of rhinology & allergy. 2016;30(2):134-9.
        • (3) Fokkens, W.J.; Lund, V.J.; Hopkins, C.; Hellings, P.W.; Kern, R.; Reitsma, S.; Cohen, N.; Cervin, A.; Douglas, R.; Gevaert, P.; et al. European position paper on rhinosinusitis and nasal polyps 2020. Rhinology 2020, 58 (Suppl. S29), 1–464.
        • (4) Tint D, Kubala S, Toskala E. Risk Factors and Comorbidities in Chronic Rhinosinusitis. Curr Allergy Asthma Rep. 2016;16(2):16.
        • (5) Chusakul S, The Nose. Bangkok: Steps Design and Print; 2562
        • (6) Riva G, Tavassoli M, Cravero E, Moresco M, Albera A, Canale A, Pecorari G. Long-term evaluation of nasal polyposis recurrence: A focus on multiple relapses and nasal cytology. American Journal of Otolaryngology. 2022;43(2):103325.

        บทความ

        โรคไซนัสอักเสบเฉียบพลัน

        โรคไซนัสอักเสบเฉียบพ […]

        โรคไซนัสอักเสบเรื้อรัง

        โรคไซนัสอักเสบเรื้อร […]

        รู้ทันเชื้อ Salmonella แม้ไม่มีอาการ

        รู้ทันเชื้อ Salmonella แม้ไม่มีอาการ

        การติดเชื้อ Salmonella แบบไม่มีอาการ (asymptomatic carriage) มักเกิดจากการได้รับเชื้อในปริมาณที่ไม่สูงพอที่จะก่อให้เกิดอาการรุนแรง หรือเกิดในผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันแข็งแรงพอที่จะควบคุมเชื้อได้

        สาเหตุหลักของการได้รับเชื้อ

        • การบริโภคอาหารหรือน้ำที่ปนเปื้อน: เป็นเส้นทางหลักของการติดเชื้อ Salmonella ซึ่งแบคทีเรียมักจะอาศัยอยู่ในลำไส้ของคน สัตว์ และนก การติดต่อไปสู่คนมักผ่านการปนเปื้อนของอุจจาระในอาหารหรือน้ำดื่ม
        • อาหารที่ปนเปื้อนบ่อยในไทย:
          • เนื้อสัตว์ปีก เนื้อหมู เนื้อวัว และไข่ที่ไม่ปรุงสุก: เนื้อสัตว์เหล่านี้อาจมีการปนเปื้อนระหว่างกระบวนการชำแหละหรือแปรรูป แม้แต่ในไข่ไก่ที่ดูสะอาด เชื้อก็อาจปนเปื้อนอยู่ภายในได้หากแม่ไก่ติดเชื้อ
          • อาหารริมบาทวิถี (Street Food): รายงานการวิจัยพบว่ามีโอกาสพบการปนเปื้อนเชื้อ Salmonella ในอาหารริมบาทวิถีได้ โดยเฉพาะอาหารดิบหรืออาหารที่มีส่วนประกอบของอาหารดิบที่เตรียมหรือปรุงในสภาพแวดล้อมที่ไม่ถูกสุขลักษณะ
          • ผักและผลไม้: สามารถปนเปื้อนได้หากมีการใช้น้ำที่ไม่สะอาดในการล้างหรือชลประทาน
          • นมและผลิตภัณฑ์จากนมที่ไม่ผ่านการพาสเจอร์ไรส์: กระบวนการพาสเจอร์ไรส์ช่วยฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นอันตราย ซึ่งรวมถึง Salmonella ด้วย
        • สุขอนามัยที่ไม่ดีพอ:
          • การเตรียมอาหารที่ไม่เหมาะสม: การใช้เขียงหรืออุปกรณ์ร่วมกันระหว่างอาหารดิบกับอาหารสุกโดยไม่มีการล้างทำความสะอาดอย่างเพียงพอ ทำให้เกิดการปนเปื้อนข้ามได้ง่าย
          • การไม่ล้างมือ: การไม่ล้างมือด้วยสบู่ให้สะอาดหลังเข้าห้องน้ำ หลังสัมผัสสัตว์ หรือก่อนเตรียมอาหาร สามารถนำเชื้อเข้าสู่ร่างกายได้

        โดยทั่วไป ไม่จำเป็นต้องรักษา การติดเชื้อ Salmonella ในผู้ที่เป็นพาหะแบบไม่มีอาการด้วยยาปฏิชีวนะ

        เหตุผลที่ไม่แนะนำให้ใช้ยาปฏิชีวนะ

        • หายได้เองตามธรรมชาติ: ในผู้ที่มีสุขภาพแข็งแรง ภูมิคุ้มกันของร่างกายมักจะสามารถกำจัดเชื้อออกจากร่างกายได้เองภายในไม่กี่วันถึงหนึ่งสัปดาห์
        • อาจทำให้อาการหายช้าลง: การให้ยาปฏิชีวนะในกรณีที่ไม่จำเป็น (โดยเฉพาะในโรคกระเพาะและลำไส้อักเสบจากเชื้อ Salmonella ชนิดที่ไม่ใช่ไทฟอยด์) อาจไปรบกวนสมดุลของแบคทีเรียดีในลำไส้ และอาจ ยืดระยะเวลาการเป็นพาหะ ออกไปได้
        • เสี่ยงต่อเชื้อดื้อยา: การใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นเป็นการเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดเชื้อดื้อยา ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญในทางการแพทย์

        ข้อยกเว้นที่อาจจำเป็นต้องรักษา

        มีบางกรณีที่แพทย์อาจพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะ แม้จะไม่มีอาการชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง หรือมีเหตุผลทางสาธารณสุข

        • กลุ่มเสี่ยงสูง:
          • ทารกอายุน้อยกว่า 3 เดือน
          • ผู้สูงอายุ
          • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น ผู้ติดเชื้อเอชไอวี ผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับเคมีบำบัด
          • ผู้ที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เช่น โรคเบาหวานรุนแรง
        • ผู้ประกอบอาหาร (Food Handlers) หรือบุคลากรทางการแพทย์: ในบางกรณี หากตรวจพบว่าเป็นพาหะเรื้อรัง (มักเป็น Salmonella Typhi ที่ทำให้เกิดไข้ไทฟอยด์) อาจจำเป็นต้องให้การรักษาเพื่อกำจัดเชื้อให้หมดไป เพื่อป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไปสู่ผู้อื่นในวงกว้าง

        คำแนะนำสำหรับผู้เป็นพาหะแบบไม่มีอาการ

        สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่น

        • ล้างมือให้สะอาด: ล้างมือด้วยสบู่ทุกครั้งหลังใช้ห้องน้ำและก่อนเตรียมอาหารหรือรับประทานอาหาร
        • สุขอนามัยในครัว: แยกเขียงและอุปกรณ์สำหรับอาหารดิบและอาหารสุก และปรุงอาหารให้สุกทั่วถึง
        • การจัดการอุจจาระ: ดูแลสุขภัณฑ์ให้สะอาดและถูกสุขลักษณะ
        นายแพทย์ณัฐพงศ์ วิบูลย์ศิริชัย
        อายุรกรรมโรคระบบการหายใจและภาวะวิกฤตโรคระบบการหายใจ

        บทความ

        รู้ก่อน ป้องกันก่อน วัคซีนตับอักเสบบี

        สร้างภูมิคุ้มกัน ปลอดภัย อุ่นใจ ป้องกันโรคตับอักเสบเรื้อรัง

        วัคซีนไวรัสตับอักเสบบี

        วัคซีนไวรัสตับอักเสบบี คือวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี หากมีภูมิคุ้มกันแล้ว อาจให้ผลป้องกันการติดเชื้อได้ตลอดชีวิต

        ผู้ใดควรฉีดวัคซีนตับอักเสบบี

        ตามที่ศูนย์ป้องกันและควบคุมโรค (Centers for disease control and prevention: CDC) แนะนำผู้ที่ยังไม่เคยฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีทั้งเด็กและผู้ใหญ่ทุกคนควรฉีด โดยเฉพาะกลุ่มคนที่มีโอกาสเสี่ยงรับเชื้อมากกว่าคนทั่วไป ดังนี้

        • ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี
        • ผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชายด้วยกัน
        • ผู้ที่ฉีดสารเสพติด
        • ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์มากกว่าหนึ่งคนขึ้นไป
        • ผู้ที่เป็นโรคตับเรื้อรัง หรือโรคไตเรื้อรัง
        • ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานและมีอายุน้อยกว่า 60 ปี
        • บุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องสัมผัสเลือดหรือสารคัดหลั่งต่างๆ
        • บุคคลในครอบครัวติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี
        • ผู้ที่เดินทางไปยังประเทศที่มีการระบาดของไวรัสตับอักเสบบี
        • ผู้ติดเชื้อเอดส์
        • สตรีตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงก็สามารถฉีดวัคซีนได้

        ผู้ที่ไม่ควรฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี

        โดยปกติแล้ววัคซีนไวรัสตับอักเสบบีมีความปลอดภัยสูง แต่เช่นเดียวกับวัคซีนหลายๆ ชนิดที่มีข้อยกเว้นบางประการ และควรแจ้งกับแพทย์ก่อนรับวัคซีน ดังนี้

        • ผู้ที่มีอาการแพ้วัคซีนไวรัสตับอักเสบบีอย่างรุนแรงในเข็มแรก
        • ผู้ที่ไวต่อยีสต์หรือส่วนประกอบใดๆ ในวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี
        • ผู้ที่กำลังมีอาการป่วย อาจต้องรอให้หายสนิทก่อนจึงจะมาปรึกษาแพทย์เพื่อฉีดวัคซีนอีกครั้ง

        สิ่งที่ต้องแจ้งให้ทราบก่อนฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี

        เพื่อลดความเสี่ยงและผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ที่อาจเกิดขึ้น ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีหากมีอาการใดๆ ดังต่อไปนี้

        • มีไข้ หรือเกิดการติดเชื้อ
        • เป็นโรคหัวใจ
        • เป็นผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี
        • มีปัญหาเกี่ยวกับระบบภูมิคุ้มกัน
        • เป็นโรคไต
        • อยู่ระหว่างตั้งครรภ์ หรือกำลังพยายามมีลูก
        • อยู่ระหว่างให้นมบุตร

        แพทย์จะเป็นผู้ประเมินความเหมาะสมว่าควรฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี หรือเว้นออกไปก่อน ขึ้นอยู่กับแต่ละคน

        ผลข้างเคียงของวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี

        โดยปกติวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีค่อนข้างมีความปลอดภัย แต่บางคนอาจมีผลเคียงเล็กน้อย ดังนี้

        • มีผื่นหรือรอยแดงบริเวณที่ฉีด
        • ปวดหัว มีไข้
        • เวียนหัวคลื่นไส้
        • อ่อนเพลีย
        • อารมณ์แปรปรวน
        • เจ็บคอ น้ำมูกไหล

        ข้อควรระวังของวัคซีนไวรัสตับอักเสบบี

        ยาบางชนิดอาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพของไวรัสตับอักเสบบี หากใช้ยาใดๆ ดังต่อไปนี้ควรแจ้งให้แพทย์ทราบก่อนฉีดวัคซีน

        • ยาที่กดการทำงานของภูมิคุ้มกัน เช่น Adalimumab, Anakinra, Infliximab เป็นต้น
        • ยารักษาโรคมะเร็ง
        • ยากลุ่มสเตียรอยด์ เช่น Prednisone, Cortisone

        อย่างไรก็ตาม รายการดังกล่าวไม่ใช่ทั้งของปัจจัยที่อาจกระทบต่อประสิทธิภาพของวัคซีนได้ การบอกข้อมูลสุขภาพ ประวัติการใช้ยา อาหารเสริม และสมุนไพรกับแพทย์อย่างครบถ้วน รวมถึงพฤติกรรมการสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ และสารเสพติดจะช่วยให้แพทย์กำหนดแนวทางได้อย่างเหมาะสมขึ้น

        โปรแกรมและแพ็คเกจ

        ลูกเราเป็นโรคภูมิแพ้หรือเปล่า?

         

        ลูกเราเป็นโรคภูมิแพ้หรือเปล่า?

         

        โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้ หรือที่หลายคนเรียกกันว่า “แพ้อากาศ” พบได้ประมาณ 30-50% ของประชากรทั้งหมด สังเกตได้จากขอบตาดำคล้ำ ขยี้จมูก ขยี้ตาบ่อยๆ หายใจทางปาก หรือเจ็บป่วยคล้ายเป็นหวัดบ่อยๆ อาจสงสัยว่าเป็นภูมิแพ้ได้ ภาวะแทรกซ้อนหากไม่รักษา เช่น ไซนัสอักเสบ นอนกรน นอนหลับไม่สนิท ส่งผลต่อการเรียนรู้ของเด็กน้อยได้

        พญ. นันทนัช หรูตระกูล
        กุมารแพทย์ โรคภูมิแพ้และภูมิคุ้มกัน

        สาเหตุที่ทำให้เกิดภูมิแพ้

        1. พันธุกรรม มักพบว่าคนในครอบครัวมีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้
        2. สิ่งแวดล้อม เช่น ไรฝุ่น มลภาวะทางอากาศ รวมถึงฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM)

        อาการของโรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้

        • อาการคล้ายหวัด แต่แตกต่างตรงที่ไม่มีไข้ และมีอาการชัดเจนเมื่อเจอกับสิ่งกระตุ้น
        • จามถี่ติดๆกัน น้ำมูกใส คันจมูก มักเป็นช่วงเช้าหลังตื่นนอน
        • อาจมีคัดจมูก นอนกรน หรือคันตาร่วมด้วย
        • อาการมักกำเริบเมื่อเจอกับสารก่อภูมิแพ้ เช่น ไรฝุ่น มลภาวะเช่น PM กลิ่นฉุน (เช่น น้ำหอม) หรือเมื่ออากาศเปลี่ยนแปลง (เช่น ฝนตก อากาศหนาว)

        การรักษา

        • หลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้และสิ่งกระตุ้น
        • ดูแลสุขภาพให้แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอ
        • ใช้ยารักษาตามอาการ เช่น ยาแก้แพ้ชนิดรับประทาน และยาพ่นจมูก
        • การฉีดยาภูมิคุ้มกันบำบัดเฉพาะต่อสารก่อภูมิแพ้ (Allergen immunotherapy) เป็นวิธีเดียวที่สามารถเปลี่ยนแปลงกลไกของโรคภูมิแพ้ได้ในระดับรากฐาน มีหลักฐานทางการแพทย์รองรับว่าช่วยควบคุมอาการ ลดการใช้ยาได้จริง โดยต้องฉีดยาต่อเนื่อง 3-5 ปี
        อ้างอิง
        1. Bousquet J, et al. ARIA guidelines for allergic rhinitis based on Grading of Recommendations Assessment, Development and Evaluation (GRADE) and real-world evidence. J Allergy Clin Immunol 2020
        2. Mongkol Lao-Araya, et al. Allergen immunotherapy for respiratory allergies in clinical practice: A comprehensive review. Asian Pac J Allergy Immunol 2022.

        วิดีโอ

        โรคภูมิแพ้ในเด็ก
        โรคจมูกอักเสบจากภูมิแพ้

        บทความ