HPV Vaccine วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก


HPV Vaccine  วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก 
“ก้าวที่กล้าเพื่อหยุดมะเร็งปากมดลูก”

“รู้หรือไม่ ว่าในทุกๆ วันผู้หญิงไทยเสียชีวิตจากมะเร็งปากมดลูกมากถึง 12 คน”

มะเร็งปากมดลูกไม่ได้มีสาเหตุจากพันธุกรรม  แต่เกิดจากไวรัส  HPV ซึ่งติดต่อทางเพศสัมพันธ์เป็นหลัก และรวมถึงสัมผัส ใกล้ชิดจากภายนอก และเชื้อนี้ยังสามารถก่อให้เกิดโรคอื่นๆ ได้อีกหลายชนิด

ปัจจุบันมีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าการติดเชื้อ ไวรัสที่ชื่อว่า Human Papilloma Virus (HPV) เป็นสาเหตุของการเกิดโรคมะเร็งปากมดลูกการฉีด HPV Vaccine เพื่อการกระตุ้นให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อต้านเชื้อ HPV เป็นวิธีหนึ่งที่จะช่วยป้องกันปากมดลูกจากการติดเชื้อ HPV ได้

ชนิดของวัคซีน

  1. HPV Vaccine ชนิด 4 สายพันธุ์ สามารถป้องกันมะเร็งปากมดลูกมะเร็งปากช่องคลอด มะเร็งช่องคลอด และหูดอวัยวะเพศซึ่งเกิดจาก HPV สายพันธ์ 6,11,16,18
  2. HPV Vaccine ชนิด 2 สายพันธุ์ สามารถป้องกันมะเร็งปากมดลูกซึ่งเกิดจาก HPV สายพันธุ์ 16 และ 18 ได้

ช่วงอายุที่แนะนำให้ฉีด HPV Vaccine

ประสิทธิภาพของ HPV Vaccine จะสูงที่สุดในสตรีที่ยังไม่ติดเชื้อ HPV ดังนั้นจึงควรฉีดวัคซีนก่อนถึงวัยที่จะมีเพศสัมพันธุ์ โดยปัจจุบันแนะนำให้ฉีด ในทั้งเด็กหญิงและเด็กชาย ที่มีอายุ 9 ปี ช่วงดังกล่าวเด็กจะสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้อย่างเต็มที่นอกจากนั้นยังแนะนำว่าผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 13-26 ปี ที่ไม่เคยฉีดวัคซีน หรือฉีดไม่ครบควรได้รับการฉีดทุกคน

เด็กอายุ 9-12 ปี ฉีด 2 เข็ม
อายุตั้งแต่ 13-26 ปี ฉีด 3 เข็ม

การฉีด HPV Vaccine

การฉีด HPV Vaccine ให้ฉีด 0.5 มล.
เข้ากล้ามเนื้อจำนวน 3 ครั้ง (3 เข็ม) ดังนี้
ครั้งที่ 1 : ฉีดในวันที่กำหนดเลือก
ครั้งที่ 2 : ฉีดในเดือนที่ 2 หลังจากการฉีดครั้งแรก
ครั้งที่ 3 : ฉีดในเดือนที่ 6 หลังจากการฉีดครั้งแรก

 

ผลข้างเคียงของการฉีด HPV Vaccine

โดยทั่วไปการฉีด HPV Vaccine มีความปลอดภัยสูงไม่พบอาการข้างเคียงชนิดรุนแรง อาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้น ได้แก่

  1. อาการข้างเคียงบริเวณที่ฉีดวัคซีน เช่น ปวด บวม แดง และคัน ส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง เป็นอยู่ชั่วคราวและหายไปเอง
  2. อาการทั่วไปเช่น ไข้ พบประมาณร้อยละ 10 ส่วนใหญ่ไม่รุนแรงและหายได้ไอง อาการอื่นๆ ที่อาจพบได้ เช่น ปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน อ่อนเพลีย และผื่นคันตามตัว อาการเหล่านี้ไม่รุนแรงและหายได้เอง

คำแนะนำที่ควรทราบก่อนการฉีด HPV Vaccine

  1. การฉีด HPV Vaccine ไม่สามารถทดแทนการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกได้
  2. การฉีด HPV Vaccine ป้องกันการเกิดมะเร็งปากมดลูกได้ 90% และไม่สามารถป้องกันการเกิดโรคอื่นที่ไม่ได้เกิดจากเชื้อ HPV เช่นโรคเริม ตกขาวจากเชื้อโรคชนิดต่างๆ
  3. ถ้ามีภูมิคุ้มกันต่ำหรือภูมิคุ้มกันบกพร่อง การตอบสนองทางภูมิคุ้มกันจากการฉีดวัคซีนอาจจะลดลง
  4. หลังจากฉีด HPV Vaccine แล้ว ถ้ามีเพศสัมพันธ์ควรมีเพศสัมพันธ์ในเชิงป้องกันการติดเชื้อเอชพีวีด้วย เช่นการมีคู่นอนคนเดียว (monogamous) หรือการคุมกำเนิดโดยใช้ถุงยางอนามัย เป็นต้น
  5. ในช่วงที่ฉีด HPV Vaccine ควรคุมกำเนิดด้วยวิธีที่มีประสิทธิภาพจนกระทั่งฉีดครบ 3 เข็มไปแล้วอย่างน้อย 1 เดือน
  6. ควรฉีด HPV Vaccine ให้ครบ 3 เข็มในช่วงที่กำหนด
  7. หลังฉีด HPV Vaccine ควรมารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูกตามที่แพทย์นัดเมื่อถึงวัยอันควร
  8. หลังฉีด HPV Vaccine แล้ว ควรนอนพักสังเกตอาการอย่างน้อย 30 นาที ไม่ควรเดินกลับคนเดียวหรือกลับด้วยตนเอง ควรมีเพื่อนหรือผู้ปกครองมาด้วย

วัคซีนป้องกันได้นานแค่ไหน

จากการติดตามผลจนถึงปัจจุบัน เป็นเวลา 10 ปี พบว่า วัคซีน มีประสิทธิภาพในการป้องกัน การเกิดโรคได้ดี และในการศึกษายังพบแนวโน้มว่า ภูมิคุ้มกันของวัคซีน HPVมีลักษณะคล้ายกับไวรัสตับอักเสบบี
ที่ภูมิคุ้มกันมีโอกาสอยู่ได้นาน 10 – 20 ปี หรืออาจจะตลอดชีวิต

 

เอกสารอ้างอิง
– ชมรมคอลโปสโคปีและพยาธิสภาพปากมดลูกแห่งประเทศไทย ( TSCCP )
– ศ.นพ.จตุพล ศรีสมบูรณ์ ภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา คณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
– รศ.นพ.วิชัย เติมรุ่งเรืองเลิศ ภาควิชาสูติศาสตร์และนรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

 

โปรโมชั่น และแพคเกจ

 – วัคซีน HPV vaccine สำหรับเด็ก 

 – วัคซีน HPV vaccine สำหรับผู้ใหญ่

 

สอบถามเพิ่มเติม
คลินิกสุขภาพสตรี โรงพยาบาลบางโพ  ชั้น 4  อาคาร 2
โทร. 02 587 0144   ต่อ 2411