ต่อมทอนซิลอักเสบ


ต่อมทอนซิลอักเสบ (Tonsillitis)

ต่อมทอนซิลอักเสบ  (Tonsillitis)  ทำไมจึงต้องตัดออก

       ต่อมทอนซิลคือเนื้อเยื่อในลำคอ  2  ข้างบริเวณโคนลิ้น  ทำหน้าที่ดักจับและกรองเชื้อโรค  เพื่อป้องกันไม่ให้ลุกลามไปในร่างกายมากขึ้น  นอกจากต่อมทอนซิลแล้ว  ผนังลำคอด้านหลัง  เนื้อเยื่อที่โคนลิ้น  และต่อมอดีนอยด์  (Adenoid)  ซึ่งอยู่บริเวณคอหลังจมูกก็เป็นตัวช่วยกรองเชื้อโรคเช่นกัน

สาเหตุของต่อมทอนซิลอักเสบ

     ในภาวะที่ร่างกายอ่อนแอ  หรือติดเชื้อจากผู้อื่นที่เจ็บป่วย  เชื้อโรคในช่องปากจะมีปริมาณมากขึ้น  ต่อมทอนซิลจะทำงานมากขึ้นเพื่อกำจัดเชื้อโรคเหล่านี้  ทำให้ทอนซิลแดง  บวม  และโตขึ้น  ซึ่งเรียกว่า  ตอมทอนซิลอักเสบ

     อาการต่อมทอนซิลอักเสบ  จะมีลักษณะคล้ายโรคคออักเสบทั่วไป  คือเจ็บคอร่วมกับอาการอื่น ๆ  เช่น  ไข้  ไอ  เสมหะ  หรือมีน้ำมูก  โดยอาการเจ็บคอจะเจ็บมากบริเวณด้านข้างของช่องปากทั้งสองข้าง  เมื่ออ้าปากจะพบว่า  ทอนซิลมีลักษณะบวมแดงและโตกว่าปกติ  ในกรณีที่เป็นเชื้อรุนแรง  อาจมีจุดหนองที่ทอนซิล  และต่อมน้ำเหลืองข้างลำคอโตด้วย

การรักษาต่อมทอนซิลอักเสบ

    ถ้าอาการอักเสบไม่มาก  เจ็บคอเล็กน้อย  ไม่มีไข้  ผู้ป่วยอาจไม่จำเป็นต้องใช้ยา  โดยให้พักผ่อนมากขึ้น  ดื่มน้ำ  รับประทานอาหารให้เพียงพอ  ถ้าร่างการสามารถฆ่าเชื้อโรคได้  ภายใน  2-3  วัน  อาการจะดีขึ้น  แต่ถ้ามีอาการมาก  ควรมาพบแพทย์ หากตรวจพบอาการอักเสบค่อนข้างรุนแรง  มักจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะร่วมกับยาอื่น ๆ  ซึ่งอาการมักจะดีขึ้นในช่วง  3-7  วัน

อันตรายจากต่อมทอนซิลอักเสบ

       เชื้อที่เป็นสาเหตุของทอนซิลอักเสบบางชนิดเป็นเชื้อที่รุนแรง  อาจทำให้เกิดหนองรอบ ๆ  ทอนซิลถ้าโรคลุกลาม  อาจเกิดการอุดตันของทางเดินหายใจได้  บางชนิดการอักเสบจะมีผลต่อระบบไหลเวียนโลหิต  และทำให้ไต  หรือหัวใจผิดปกติได้  โดยเฉพาะเชื้อแบคทีเรียชนิด  สเตรปโตคอคคัส  (Streptococcal Tonsillitis)

    ผู้ป่วยที่มีทอนซิลอักเสบบ่อย ๆ  ขนาดของทอนซิลจะโต  ซึ่งอาจทำให้ทางเดินหายใจแคบลง  เกิดภาวะทางเดินหายใจอุดตันได้  สังเกตได้จากขณะนอนหลับ  ผู้ป่วยมักจะกรนดัง  หรือสะดุ้งตื่นบ่อย ๆ  โดยเฉพาะในเด็ก

วิธีป้องกันไม่ให้เกิดต่อมทอนซิลอักเสบ

    เช่นเดียวกับหลักการดูแลสุขภาพทั่วๆไป และป้องกันการเกิดหวัด โดยควรพักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ดื่มน้ำมากๆ  และรับประทานอาหารที่มีประโยชน์

จำเป็นต้องตัดทอนซิลออกหรือไม่

    ต่อมทอนซิลมีหน้าที่กรองเชื้อโรคไม่ให้ลุกลามเข้าไปในร่างกายดังที่กล่าวแล้ว โดยทั่วไปจะไม่แนะนำให้ตัดทิ้ง  แต่หากในกรณีที่มีการอักเสบรุนแรง  หรืออันตรายจากทอนซิลอักเสบ  ผู้ป่วยที่ควรได้รับการตัดต่อมทอนซิลออก  ได้แก่

1.ทอนซิลที่มีขนาดใหญ่ทำให้เกิดทางเดินหายใจอุดตัน

2.เคยมีภาวะหนองข้างทอนซิล  (Peritonsillar abscess)  ที่ไม่ไม่ตอบสนองต่อการรักษา

3.สงสัยว่าอาจเป็นมะเร็ง

        อาจแนะนำให้ตัดทอนซิลทิ้ง  เช่น  มีอาการอักเสบบ่อยมากกว่า  6-7  ครั้งใน  1  ปี,  มีกลิ่นปากจากทอนซิลอักเสบเรื้อรัง,  ทอนซิลอักเสบชนิดสเตรปโตคอคคัส  และทอนซิลที่โตข้างเดียวที่อาจเป็นมะเร็งได้

อายุเท่าไรที่สามารถตัดต่อมทอนซิลได้

    โดยทั่วไปไม่จำกัดอายุในการผ่าตัดรวมถึงเด็กเล็ก  ถ้ามีข้อบ่งชี้ชัดเจน  และไม่มีข้อห้ามในการผ่าตัด  เช่น  มีปัญหาเลือดหยุดยาก  โลหิตจาง  ไม่สามารถใช้ยาสลบได้  หรือมีโรคประจำตัวที่รุนแรง

การผ่าตัดทอนซิลมีวิธีการอย่างไร

    การผ่าตัดทอนซิลต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางโสต  ศอ  นาสิก  โดยใช้เครื่องมือพิเศษตัดทอนซิลออกทางปาก ไม่มีแผลผ่าตัดให้เห็นด้านนอก  และมักผ่าตัดโดยการดมยาสลบ

    การผ่าตัดจะใช้กรรไกร  มีด  และเครื่องจี้ให้เลือดหยุดไหล  ในปัจจุบันมีวิทยาการใหม่ ๆ  ที่อาจลดความเจ็บปวดหลังการผ่าตัดลงได้กว่าวิธีการเดิม  เช่น  ใช้คลื่นวิทยุ  หรือเลเซอร์ช่วยในการผ่าตัด

อันตรายจากการผ่าตัดทอนซิล

    การผ่าตัดทอนซิลเป็นการผ่าตัดที่มีความปลอดภัยสูง  ผู้ป่วยอาจมีปัญหาเลือดออกหลังการผ่าตัด  ปวดบริเวณแผลทำให้กลืนลำบาก  หรืออาจเกิดอาการข้างเคียงจากการดมยาสลบ  ดังนั้นจึงต้องสังเกตอาการผู้ป่วยในโรงพยาบาล  1 วันหลังจากการผ่าตัด จนแน่ใจว่าปลอดภัยแพทย์จึงอนุญาตให้กลับไปพักผ่อนที่บ้านได้

    ผลข้างเคียงอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้  เช่น  ไข้  ภาวะขาดน้ำ  น้ำหนักลด  เสียงเปลี่ยน  ส่วนอันตรายถึงแก่ชีวิต  จากภาวะแทรกซ้อนอื่น ๆ  มีโอกาสเกิดน้อยมาก

หลังผ่าตัดทอนซิลออก  ทำให้เกิดคออักเสบบ่อยขึ้นหรือไม่

    ถึงแม้ทอนซิลจะถูกตัดออก  และตัวกรองเชื้อโรคลดลง  แต่เนื้อเยื่อที่โคนลิ้นและผนังลำคอยังสามารถกรองเชื้อโรคแทนต่อมทอนซิลได้เพียงพอ  ดังนั้นหลังการผ่าตัด  ถ้าผู้ป่วยดูแลสุขภาพได้ดี  ความถี่ของคออักเสบจะเกิดไม่บ่อยขึ้น  และมีแนวโน้มที่จะน้อยลง

การดูแลหลังการผ่าตัดทอนซิล

    ในวันแรกหลังการผ่าตัด  ผู้ป่วยควรรับประทานอาหารอ่อนและเย็น  เช่น  น้ำหวาน  ไอศกรีม  โยเกิร์ต  เยลลี่  เพื่อป้องกันไม่ให้แผลบวมและมีเลือดออก  ในวันถัดไป  จะปรับอาหารให้นุ่ม  แข็งขึ้น  อุ่นขึ้น  ประมาณ  2-5  วัน  ขึ้นอยู่กับอาการปวดของผู้ป่วย การรับประทานอาหารปกติและร้อนควรแน่ใจว่าแผลไม่มีปัญหาแล้วจึงจะเริ่มรับประทานได้  ซึ่งมักใช้เวลา  5-7  วัน

หลังออกจากโรงพยาบาล  1 สัปดาห์ ผู้ป่วยควรได้รับการตรวจซ้ำอีกครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าแผลหายดีและไม่มีเลือดออกอีก