โรคนอนกรน


โรคนอนกรน

    ส่วนใหญ่เรามักคิดว่าปัญหาการนอนกรนเป็นปัญหาเล็กน้อย  ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศ ทุกวัย ปัจจุบันวงการแพทย์ได้ให้การยอมรับว่า การนอนกรนเป็นสาเหตุของการเกิดโรคต่างๆหลายโรค เช่น หลอดเลือดสมอง ความดันโลหิตสูง  กล้ามเนื้อหัวใจตาย อัมพฤกษ์ อัมพาต  และร้ายแรงที่สุดคือภาวะหัวใจหยุดเต้นขณะนอนหลับ ยังส่งถึงไปยังบุคลิกภาพและเกิดความอาย

สาเหตุ

เกิดจากการสั่นของลิ้นไก่และเพดานอ่อนมากกว่าปกติขณะนอนหลับ เนื่องจากมีการปิดกั้นเส้นทางเดินหายใจ ทำให้มีลมเข้าสู่หลอดลมและปอดไม่สะดวก ลมที่ถูกปิดกั้นจึงย้อนกลับไปที่ลิ้นไก่และเพดานอ่อนสั่นจนเกิดเป็นเสียงกรนขึ้น

โรคนอนกรนแบ่งออกเป็น 2 ชนิด

1.นอนกรนธรรมดา  นอนกรนเสียงดังถือเป็นภาวะก่อความรำคาญให้กับคู่สมรส ผู้ร่วมห้องนอน  ห้องข้างเคียง ซึ่งมีผลต่อการดำเนินชีวิตคู่ หรือสร้างความอับอาย ทำให้ไม่กล้านอนร่วมห้องกับผู้อื่น

2.นอนกรนแบบหยุดหายใจ เกิดการที่มีทางเดินหายใจแคบมากเวลาหลับ จะมีเสียงกรนไม่สม่ำเสมอ โดยเมื่อที่ยังหลับไม่สนิทจะมีการกรนอย่างสม่ำเสมอ แต่เมื่อหลับสนิทมีการอุดกั้นของทางเดินหายใจและจะมีช่วงหยุดกรนไปชั่วขณะหนึ่ง ซึ่งช่วงที่หยุดหายใจนั้นเหมือนเป็นการหยุดหายใจคล้ายกลั้นหายใจ ช่วงที่หยุดหายใจนั้นอันตรายเนื่องจากปริมาณออกซิเจนในร่างกายลดต่ำลง ทำให้เกิดความผิดปกติในการทำงานของอวัยวะต่างๆ  เช่น หัวใจ ปอด สมอง ร่างกายจะมีกลไกตอบสนองต่อภาวะนี้ โดยสมองจะถูกกระตุ้นให้ตื่นขึ้น ทำให้การนอนหลับของคนที่กรนนั้นถูกขัดขวาง ทำให้ตื่นขึ้นมาหายใจใหม่โดยมีอาการสะดุ้งตื่น หรือเหมืออาการสำลักน้ำลายตัวเอง หรือหายใจอย่างแรงเหมือนขาดอากาศหายใจ เพื่อให้ร่างกายได้รับออกซิเจนอีก แต่หลังจากนั้นไม่นาน สมองก็จะเริ่มหลับอีก

วิธีสังเกตภาวการณ์หยุดหายใจ

ผู้ที่นอนกรนไม่สามารถรู้ว่าขณะนอนหลับนั้นหยุดหายใจหรือไม่ อาจให้คนใกล้ชิดช่วยสังเกต หรืออาจพิจารณาด้วยตัวเอง เมื่อนอนตื่นขึ้นมารู้ว่านอนไม่เต็มอิ่ม ไม่สดชื่น ทั้งที่เวลานอนนั้นเพียงพอ หรือปวดศีรษะเป็นประจำในเวลาตอนเช้า

มีวิธีรักษา 3 วิธี ดังนี้

1.RF (คลื่นความถี่) ใช้ความร้อนจี้ให้กล้ามเนื้อภายในช่องคอหดลงไป เพื่อขยายช่องทางเดินหายใจ

2.วิธีการผ่าตัด คือตัดส่วนที่บดบังทางเดินหายใจ เช่น ทอนซิล ลิ้นไก่ ไขมันใต้ลิ้น

**2 วิธีนี้เป็นการรักษาแบบชั่วคราว คือเมื่อน้ำหนักเพิ่มขึ้นจะกลับมาเป็นอีก หรือเมื่ออายุเพิ่มขึ้น หรือ กล้ามเนื้อที่ถูกตัดงอกอกมาใหม่ จึงทำให้มีอาการเดิม

3.การใช้เครื่องช่วยหายใจ ส่วนมากใช้วิธีนี้

วิธีการทำ SLEEP TEST

1.วัดลมหายใจ เข้า  – ออก ว่ามีลมหายใจขาดช่วงไหน

2.วัดการขยับของหน้าท้อง และ ปอด ซึ่งการทำงานของอวัยวะ 2 ระบบนี้ ต้องสัมพันธ์กัน ถ้าไม่สัมพันธ์กันจะสามารถบ่งบอกถึงโรคอื่นๆที่จะตามมาได้

3.วัดออกซิเจนในเลือด

4.วัดคลื่นสมอง 1 สัญญาณเพื่อดูว่าผู้ป่วยหลับระดับไหน  เช่น หลับลึก หลับเคลิ้ม