น้ำวุ้นตาเสื่อม


น้ำวุ้นตาเสื่อม  ตะกอนในวุ้นตา  แสงแว่บในตา  จอประสาทตาฉีกขาด 

        ตาของคนเรามีหลักการง่ายๆเหมือนกล้องถ่ายรูป เวลาเรามองอะไร แสงจะวิ่งผ่านกระจกตาดำ (cornea) และเลนส์ตา (lens) ซึ่งทั้งสองส่วนนี้ เปรียบเหมือนระบบเลนส์กล้อง ภาพที่ได้จากการหักเหแสงของกระจกตาดำ และเลนส์ตา จะไปตกที่จอประสาทตา (retina) ซึ่งทำงานเหมือนฟิล์มกล้องถ่ายรูป ระหว่างเลนส์ตา และจอประสาทตา จะมีส่วนของน้ำใสๆ ลักษณะคล้ายวุ้น เรียกว่า น้ำวุ้นตา หรือวุ้นตา (vitreous)

6.1

ตอนเราอายุน้อยๆ วุ้นตาจะใส ไม่มีตะกอน และแนบติดกับด้านหน้าของจอประสาทตา แนบติดกับด้านหลังของเลนส์ เมื่อมีเหตุอะไรสักอย่าง เช่น

– อายุเกิน 40 ปีขึ้นไป
– มีอุบัติเหตุกระแทกที่ตา หรือเคยผ่าตัดในตามาก่อน
– สายตาสั้น โดยเฉพาะสั้นกว่า 600
– เคยมีตาอักเสบรุนแรง (Uveitis)
– โรคของวุ้นตาบางโรค เช่น Jansen disease, Wagner disease, Stickler syndrome มีแต่ชื่อประหลาดๆ

 วุ้นตาเสื่อม  ซึ่งการเสื่อมก็จะมีสองขั้นตอนใหญ่ๆ

1.วุ้นตาเริ่มขุ่นเป็นตะกอน (Vitreous syneresis, Vitreous degeneration, Vitreous liquefaction) – อันที่จริงวุ้นตา ไม่ใช่วุ้นใสๆ หรือเยลลี่ แต่ของเส้นใยคอลลาเจน ซึ่งมีน้ำอยู่มากถึง 90%    โครงข่ายเส้นใยคอนลาเจนเหล่านี้ ปกติเป็นเส้นเล็กละเอียด เรียงเป็นระเบียบ  ทำให้ไม่สามารถมองเห็นเงาของเส้นใยเหล่านี้ เมื่อวุ้นตาเสื่อม เส้นใยคอลลาเจนเหล่านี้ บางเส้นจะขาดเป็นท่อนๆ บางเส้นใยก็หนาขึ้น จับตัวเป็นก้อนๆ และเสียความใส ทำให้ เริ่มเห็นตะกอน ซึ่งอาจบรรยายเป็นใยแมงมุม จุดๆ เส้นๆ หรือหมอกๆ ลอยไปมาตามการกลอกตา (เพราะเมื่อเรากลอกตา วุ้นตาก็จะเลื่อนลอยไปตามด้วย) โดยมากมักจะเห็นตะกอนเหล่านี้ไม่ตลอดเวลา จะเห็นได้เฉพาะช่วงที่ภาวะของแสงเหมาะสม เช่น มองออกไปที่ท้องฟ้าในวันฟ้าสว่างๆ การอ่านหนังสือ กลอกตาซ้ายขวา ทำให้วุ้นตาเลื่อนไปมามาก เห็นมันง่ายขึ้น เป็นต้น

2.วุ้นตาหลุดออกจากจอประสาทตา (posterior vitreous detachment) วุ้นตาของเรา จะเกาะกับจอประสาทตาแต่ละส่วนด้วยความแข็งแรงไม่เท่ากัน จุดที่เกาะแน่นที่สุด อยู่ที่ด้านหน้าของจอประสาทตา ใกล้กับบริเวณด้านหลังของเลนส์  เราเรียกบริเวณนี้ว่า ฐานของวุ้นตา (ไม่รู้จะแปลยังไงดี จากคำว่า vitreous base) ส่วนที่เกาะแน่นรองลงมาคือ รอบขอบขั้วประสาทตา (optic disc) บริเวณจุดรับภาพ (macula) และตามแนวเส้นเลือดบนจอประสาทตา (retinal vessels)

        ดังนั้น เมื่อวุ้นตาหดตัว จะเกิดการแยกออก จากจอประสาทตาด้านหลัง บริเวณขั้วประสาทตา กับจุดรับภาพก่อน แล้วเลื่อนตัวเข้ามาหาฐานที่อยู่ด้านหน้าในระยะนี้ บางคนอาจสังเกตเห็นตะกอนมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งนี้เพราะ บ่อยครั้งที่ วุ้นตาที่อยู่บริเวณขอบของขั้วประสาทตา จะหนาตัวขึ้นเป็นเส้นแนววงกลม เมื่อวุ้นตาแยกตัวออกมา จะทำให้เห็นเงาเป็นวงเบี้ยวๆโค้งๆหรือเป็นวงกลม วงรีลอยไปมาทางหางตา หรือเป็นวงกลม วงรี ลอยไปมาทางหางตา (floaters )

        ในบางครั้ง บางคน เมื่อกลอกตาเร็วๆในที่มืด ตัววุ้นตาจะแกว่งไปกระทบจอประสาทตา หรือเกิดแรงดึงรั้งที่จอประสาทตา ตรงรอยต่อระหว่างส่วนที่วุ้นตาแยกจากจอประสาทตาแล้ว กับส่วนที่วุ้นตายังติดกับจอประสาทตาอยู่ ซึ่งจะเป็นการกระตุ้นจอประสาทตาด้วยแรงกล และอาจจะแปลผิดเป็นแสงแว่บ แสงแฟลช  – flashing ช่องว่างที่อยู่ระหว่างวุ้นตา กับจอประสาทตา ตาก็จะสร้างน้ำใสๆเข้ามาเติมเต็ม หลังจากนั้นหลายๆเดือน เมื่อการแยกชั้นสมบูรณ์ขึ้น  แสงแว่บก็จะน้อยลง และค่อยๆหายไป ตะกอนในวุ้นตาจะค่อยๆคงที่อยู่นานหลายเดือนหรือหลายปี ทำให้คนที่เป็นเห็นจุดๆเส้นๆอยู่พักหนึ่ง แล้วค่อยๆลดลง (ที่คนที่เป็นสังเกตเห็นเงาของมันลดลง เพราะวุ้นตาหดตัวมากขึ้น ตะกอนพวกนี้จะลอยมาอยู่ด้านหน้า ห่างจากจอประสาทตามากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้คนไข้สังเกตเห็นเงาของมันน้อยลง (กฎง่ายๆ ที่ว่า วัตถุอยู่ใกล้ฉาก เห็นเงาได้ง่ายและชัดกว่าวัตถุอยู่ไกลฉาก)ในคนทั่วไป เราก็ไม่ต้องทำอะไร เพราะส่วนมาก มันก็แค่สร้างความรำคาญเท่านั้น ยกเว้นกรณีที่

1.ตะกอนบางก้อนในวุ้นตา ขนาดใหญ่มาก จนเกิดปรากฏการณ์จันทรคาดจนบังการมองเห็น ก็อาจใช้เลเซอร์ยิงให้ตะกอนขนาดโตๆเหล่านี้ แตกเล็กลง – วิธีนี้ยังไม่ใช่มาตรฐาน ถือเป็นการทดลอง เพราะว่ามีความเสี่ยงสูง

2.ตะกอนมีจำนวนมาก จนวุ้นตาขุ่นทั้งหมด ทำให้มัวรักษาโดยการผ่าตัดล้างตะกอนออก (pars plana vitrectomy)

6.2

ซึ่งจะมีบางคน ที่มีเรื่องอื่นๆต่อ ที่เป็นเรื่องร้ายแรง

1.เลือดออกในวุ้นตา (vitreous hemorrhage)ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่า วุ้นตาเกาะกับจอประสาทตาค่อนข้างแข็งแรงตามแนวเส้นเลือด บางครั้ง ถ้ามีบางจุดที่มันเกาะแน่นมากๆ เมื่อวุ้นตาหดตัว วุ้นตาอาจไม่แยกออกมา แต่กลับทำให้ผนังเส้นเลือดฉีกขาดแทน เลือดจะไหลฟุ้งเข้าไปในวุ้นตากับช่องระหว่างวุ้นตากับจอรับภาพ ทำให้การมองเห็นมัวมากๆทันที (เห็นเหมือนหมอกลงจัด)ถ้าในที่แสงน้อยๆ คนไข้จะเห็นเป็นเงาดำๆ ถ้าในที่แสงจ้าๆ กลางแดด หรือเอาไฟฉายส่อง บางคนจะเห็นเป็นสีแดงสดของเลือด

2.จอประสาทตาฉีกขาด (retinal break, retinal tear)เหตุผลเหมือนข้อ 1 คือ ในระหว่างที่วุ้นตาหดตัว บางจุดที่วุ้นตาเกาะกับจอรับภาพแน่นกว่าปกติ จะดึงจอรับภาพให้ฉีกขาด

       ถ้าจอรับภาพฉีกขาด (อาจมีเลือดออกเหมือนข้อ 1 ร่วมด้วยหรือไม่ก็ได้) จะเห็นแสงแว่บบ่อยมากเพราะเมื่อกลอกตา จอรับภาพบริเวณที่ฉีกขาดออกมาจะเคลื่อนไหวมากกว่าปกติ (เพราะยังมีวุ้นตาซึ่งเลื่อนตัวง่ายเกาะติดอยู่) บางคนบอกว่าเห็นแสงแว่บเหล่านี้ วันนึงห้าหกสิบครั้ง

ในกรณีนี้ ถ้าไม่ทำอะไร อาจเป็นไปได้สองอย่าง

1.วุ้นตาแยกชั้นออกจากจอประสาทตาส่วนที่ฉีกขาดได้เอง ไม่ต้องทำอะไร

2.วุ้นตาดึงจอประสาทตามากขึ้นเรื่อยๆ จนจอประสาทตาทั้งหมดหลุดลอกออก

 
6.3